สอนลูกเรียน อย่างเทพ เคล็ดลับจาก “พระ ว.วชิรเมธี”

พระ ว.วชิรเมธี

 

ด้วยค่านิยม และชีวิตการทำงานของคนในสังคม ทำให้ “ความเก่ง” เป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายท่านอยากให้เกิดกับลูก

แต่สำหรับพ่อแม่บางคน คงต้องยอมรับด้วยว่า ความเก่งไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคนเสมอไป

ดังนั้นแทนที่จะไปกดดัน หรือคาดหวังในตัวลูก ลองค่อย ๆ สอน และหาแนวทางให้ลูกจับเคล็ดการเรียนให้เป็น 

วันนี้ ทีมงาน Life and Family มีเคล็ดตัวช่วยจากประสบการณ์ตรงของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย

มานำเสนอเป็นแนวทางให้พ่อแม่ได้ใช้ฝึกลูกเก่งอย่างเซียน เรียนอย่างเทพกัน เริ่มจาก Continue reading

อยู่กับงูเห่า

อารมณ์ทั้งหลายนั้นจะเป็นอารมณ์ที่พอใจก็ตามหรืออารมณ์ที่ไม่พอใจก็ตาม

อารมณ์ทั้งสองอย่างนี้ มันเหมือนงูเห่า งูเห่ามันมีพิษมาก ถ้ามันฉกคนแล้ว

ก็ทำให้ถึงแก่ความตายได้ อารมณ์นี้ก็เหมือนกับงูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น

อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมาก อารมณ์ที่ไม่พอใจก็มีพิษมาก

มันทำให้จิตใจของเราไม่เป็นเสรี ทำให้จิตใจไขว้เขวจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า

อารมณ์ทั้งหลายที่ว่ามานี้ เหมือนกันกับงูเห่าที่มีพิษร้าย

ถ้าไม่มีอะไรมาขวาง มันก็เลื้อยไปตามธรรมชาติของมันแม้พิษของมันจะมีอยู่

มันก็ไม่แสดงออกมาไม่ได้ทำอันตรายเรา เพราะเราไม่ได้เข้าไปใกล้มัน

งูเห่าก็เป็นไปตามเรื่องของงูเห่า มันก็อยู่อย่างนั้น

ดังนี้ ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว ก็จะปล่อยหมดสิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป

สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ไม่ชอบก็ปล่อยมันไป

เหมือนอย่างเราปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไป

มันก็เลื้อยไปทั้งพิษที่มีอยู่ในตัวมันนั่นเอง

หลวงปู่ชา สุภทฺโท

กฎแห่งกรรม แมวเจ้ากรรม

เมื่อสมัยที่ฉันอายุราว 10 ขวบตอนนั้นกำลังเรียนชั้นประถม ที่บ้านได้เลี้ยงแมวสีดำจมูกขาวไว้ตัวหนึ่ง ชื่อ “เจ้าเดี่ยว” แม่บอกว่าเลี้ยงไว้ช่วยจับหนู ฉันไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่ เพราะมันชอบมาพันแข้งพันขา บางทีฉันนอนเล่นอยู่ในบ้าน มันก็มานอนเบียดใกล้ๆ ไล่ก็ไม่ไป ฉันก็ต้องลุกหนีไปเอง นับวันฉันก็ยิ่งไม่ชอบมัน แต่มันคงไม่รู้หรอก

วันหนึ่ง หลังจากที่แม่คลุกข้าวให้มันกินแล้ว และพวกเราก็กินข้าวเสร็จแล้ว ฉันก็มีหน้าที่ล้างจาน ขณะที่ฉันกำลังล้างจานอยู่นั้น เจ้าเดี่ยวก็เดินเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ฉันเอ่ยปากไล่ เพราะไม่อยากให้ชามที่ล้างไว้สะอาดดีแล้ว ต้องมาโดนขนแมวสกปรก แต่ไล่เท่าไหร่มันก็ไม่ไป กลับมานั่งเลียขนอยู่ข้างๆ ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดมาก จึงโยนชามกระเบื้องใส่มัน

“เพล้ง!!” เสียงจานกระทบพื้นแตกกระจาย เจ้าเดี่ยวตกใจกระโดดหนี พร้อมกับร้องเมี้ยวๆ ขณะที่แม่ก็เดินมาดูว่า เกิดอะไรขึ้น ฉันโดนแม่ดุที่ทำจานแตก ฉันรู้สึกเสียใจจนร้องไห้ เมื่อล้างจานเสร็จ ก็ต้องมานั่งเก็บเศษกระเบื้องแตกอีก ตอนนั้นรู้สึกว่า ในใจฉันโกรธแค้นเจ้าแมวดำตัวนี้มาก

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ เจ้าเดี่ยวก็เดินเข้ามาหา แล้วก็มาขดตัวอยู่ข้างๆ ฉันทั้งตีทั้งผลัก แต่มันลุกไปเดี๋ยวเดียว แล้วก็กลับมาอีก ทำให้ฉันเกิดความโมโหมาก จึงคว้ามีดคัทเตอร์ที่วางไว้เหลาดินสอ ขึ้นมาขู่มัน

“ไป..ชิ้วๆ..ไปไกลๆเลย ถ้าไม่ไปฉันจะเอามีดสับขาแก ไปเร็วๆ”

แต่เจ้าเดี่ยวมันไม่เข้าใจภาษาคนหรอก และมันก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ฉันถืออยู่ในมือนั้นคืออะไร มันจึงไม่ยอมลุกไปไหน แถมยกขาขึ้นมาเลียอย่างสบายใจ

ด้วยความโกรธสุดขีด ฉันจึงใช้มีดคัทเตอร์ฟันเข้าไปที่ขาของมัน เจ้าเดี่ยวสะดุ้งสุดตัว กระโดดหนี พร้อมกับร้องเมี้ยวๆด้วยเสียงที่โหยหวน !!

เมื่อมันไปแล้ว ฉันก็ไม่ได้หันไปมองอีกเลย ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำการบ้านจนเสร็จ

ตอนที่ฉันจะเดินไปอาบน้ำ ฉันเห็นเจ้าเดี่ยวมันนอนอยู่ข้างๆแม่ ที่ขามันมีผ้าพันแผลอยู่ แม่พูดว่า สงสัยเจ้าเดี่ยวมันไปปีนหลังคาบ้านเลยถูกสังกะสีบาดเป็นแผลยาว แม่ก็เลยทำแผลให้มัน แต่ยังดีที่แผลไม่ลึกมาก

ฉันได้ยินแล้วก็พยักหน้า ไม่พูดอะไร เดินไปอาบน้ำ ฉันไม่กล้าบอกแม่ว่า ที่เจ้าเดี่ยวเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่สังกะสีบาดหรอก เป็นฝีมือของฉันล้วนๆ

และตั้งแต่นั้นมา เจ้าเดี่ยวก็ไม่เข้ามาใกล้ฉันอีกเลย เมื่อมันเห็นฉันกลับมาจากโรงเรียน มันก็จะเลี่ยงไปแอบซุกอยู่ข้างๆลังใส่ของ

ตอนนั้นฉันมีความสุขมากที่สามารถทำให้เจ้าแมวดำจมูกขาวไม่มายุ่งด้วย และเจ้าเดี่ยวยังคงอยู่กับครอบครัวเรามาอีกนาน

…….

วันนี้ที่ฉันหวนคิดถึงเจ้าเดี่ยว เพราะสิ่งที่เคยทำไว้กับมัน ได้ย้อนกลับมาทำร้ายฉันจนเจ็บปวดเหมือนกับที่มันเคยได้รับ และนี่ก็คือกฎแห่งกรรม ที่ไม่มีใครหลีกหนีได้

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อฉันได้แต่งงานและแยกครอบครัวออกไป หลังแต่งงานได้ราว 5 ปี ฉันก็มีลูกสาวเล็กๆคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า “นิ้ง” ใครเห็นก็บอกว่าหน้าตาน่ารัก นิ้งเป็นเด็กขี้อาย และเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของฉันและสามี เพราะเป็นลูกสาวคนแรก ฉันจึงเลี้ยงดูลูกสาวอย่างทะนุถนอม สุดชีวิต

พอนิ้งเริ่มเดินเตาะแตะ สามีก็ชวนไปเที่ยวเชียงใหม่ เพราะเห็นว่าฉันเหนื่อยกับการเป็นแม่บ้านมาหลายปี และตอนนี้ลูกก็โตพอเดินได้บ้างแล้ว ฉันตอบตกลงด้วยความดีใจ

เราค่อยๆขับรถไปกันเอง ค่ำไหนก็พักที่นั่น จนกระทั่งมาถึงเชียงใหม่ เราไปเที่ยวกันหลายที่ รวมทั้งน้ำตกแม่สาที่ใครๆบอกว่าสวยที่สุด ถ้าไปเที่ยวเชียงใหม่ ต้องไปให้ได้

เมื่อมาถึงน้ำตก สามีก็อุ้มลูกไปหาที่นั่ง ส่วนฉันก็ถือตะกร้าของตามไป เราเลือกนั่งตรงบริเวณที่มีผู้คนนั่งอยู่ เพราะมีเสื่อของร้านขายส้มตำปูไว้ ฉันสั่งข้าวเหนียว ส้มตำ และไก่ย่าง มานั่งกินอย่างเพลิดเพลิน ท่ามกลางบรรยากาศที่สดชื่น สวยงาม

หลังจากกินเสร็จฉันก็เดินไปล้างมือตรงแอ่งน้ำใกล้ๆ ส่วนลูกสาวนั่งเล่นอยู่กับพ่อ ขณะนั้นเอง น้องนิ้งก็ลุกขึ้นและค่อยๆเดินเตาะแตะมาหาฉัน โดยสามีนั่งมองอยู่

และแล้ว.. ฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรตกลงข้างๆ พร้อมๆกับเสียงร้องไห้จ้า ฉันรีบหันไปดู ลูกสาวแสนสวยของฉันนั่นเอง เดินสะดุดล้มลง หน้าคว่ำ สามีรีบเข้ามาอุ้มแล้วปลอบให้หยุดร้องไห้ ส่วนฉันก็รีบเช็ดมือแล้วก็เช็ดหน้าตาลูกสาวที่เปื้อนดิน แต่แทนที่น้องนิ้งจะหยุดร้องเหมือนที่เคยเป็นตอนเดินหกล้ม เจ้าตัวน้อยกลับแผดเสียงร้องดังกว่าเดิม

สามีซึ่งอุ้มลูกอยู่ ก็พาลูกเดินไปรอบๆ เพื่อปลอบขวัญ ทันใดนั้นฉันก็เห็นเลือดสดๆไหลมาจากขาของลูก ฉันรีบบอกสามีให้วางลูกลงกับพื้น แล้วดูว่า เลือดออกตรงจุดไหน ปรากฏว่า มีเศษขวดแก้วเครื่องดื่มชูกำลัง ปักติดอยู่กับหน้าขาของลูกสาวเป็นทางยาว!!

นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ลูกสาวแสนรักของฉันร้องไห้ไม่หยุด ฉันค่อยๆบรรจงดึงเศษแก้วออกจากขาลูก เอากระดาษทิชชูชุบน้ำดื่มที่สะอาดเช็ดแผล แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าของสามีที่ยังไม่ได้ใช้ มารัดแผลไว้ จากนั้นเราก็รีบขับรถไปคลินิกหมอที่ใกล้ที่สุด ระหว่างทางน้องนิ้งก็ร้อง ไห้สะอึกสะอื้นมาตลอด

หลังตรวจดูแล้ว หมอบอกว่า โชคดีที่เศษแก้วบาดไม่ลึก หมอจึงใส่ยาห้ามเลือด และทำแผลให้ โดยไม่ได้เย็บ และบอกว่าอีกไม่นานก็หาย

พอเราออกจากร้านหมอ ความรู้สึกของฉันในตอนนั้นมันเจ็บปวดเหมือนเศษแก้วบาดเข้าที่หัวใจ ลูกสาวร้องไห้จนเพลียหลับอยู่ในอ้อมกอดตลอดทางที่เราเดินทางกลับที่พัก และเราทั้งสองก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น เพราะเป็นห่วงลูก

……

เวลาผ่านไปอีกหลายปี น้องนิ้งเติบโตเป็นสาวน้อยน่ารัก แต่ร่องรอยบาดแผลยังคงปรากฏอยู่ที่ขา

ฉันเคยเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง ตอนที่พาลูกสาวไปหายาย แม่เห็นแผลของหลานแล้ว จึงพูดขึ้นว่า

“จำได้ไหมที่เจ้าเดี่ยวโดนสังกะสีบาด จริงๆแล้วแม่รู้ว่าเป็นฝีมือของลูก ทีนี้รู้หรือยังล่ะว่า ตอนนั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน”

ฉันฟังที่แม่พูดแล้วได้แต่น้ำตาซึม ไม่คิดว่าเวรกรรมมันจะมาตกที่ลูกสาวที่ฉันรักดังดวงใจ คงเหมือนกับที่พระท่านสอนไว้ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่มา และมีกรรมเป็นที่ไป

และฉันจำไม่ได้ว่า สมัยเด็กๆได้เคยทำบาปอะไรไว้อีกบ้าง ดังนั้น ทุกวันนี้ ฉันจึงเพียรทำบุญสร้างกุศล บริจาคโลหิต ปล่อยนกปล่อยปลา เข้าวัดฟังธรรม ถือศีลภาวนา เท่าที่โอกาสจะอำนวย พยายามทำความดีให้มากที่สุด เพราะอย่างน้อยๆบาปกรรมที่อาจหลงเหลืออยู่ ก็คงบรรเทา เบาบางลงได้บ้าง

ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม เขียนเล่ามาเป็นธรรมทานในการเตือนสติแก่เพื่อนร่วมโลกให้ตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ และตั้งอยู่ในความดีงามตลอดไป

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 135 มีนาคม 2555 โดย นิศรา)

เมื่อเราถูกโกรธก็ดี ถูกด่าก็ดี เราควรทำอย่างไร

เมื่อเราถูกโกรธก็ดี ถูกด่าก็ดี เราควรทำอย่างไร

[พุทธวิธีการสอน] เมื่อเราถูกโกรธก็ดี ถูกด่าก็ดี เราควรทำอย่างไร ควรจะโกรธตอบ ด่าตอบ หรือควรจะเฉยเสีย ?

พุทธดำรัสตอบ

“ ดูก่อนพราหมณ์…..
ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่
ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่
ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่
เราไม่รับรู้เรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านนั้น
ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าของท่านผู้เดียว

ดูก่อนพราหมณ์….
ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่
โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่
หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่….

ผู้นี้ เรากล่าวว่า
ย่อมบริโภคร่วมกัน
ย่อมกระทำตอบกัน
เรานั้นไม่บริโภคร่วม
ไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด

ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้น เป็นของท่านผู้เดียว”

อักโกสกสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๖๓๒)
ตบ. ๑๕ : ๒๓๘ ตท. ๑๕ : ๒๒๕
ตอ. K.S. I : ๒๐๒

อ้างอิงจาก : http://www.84000.org/true/121.html

นิทานเซน :ความกลัดกลุ้มของตะขาบ

ความกลัดกลุ้มของตะขาบ

มีกบตัวหนึ่งที่เฝ้าสังเกตุการเดินของตะขาบตัวหนึ่งอยู่เสมอ เวลาผ่านไปนานเข้าเกิดเป็นความงุนงงสงสัยขึ้นในใจ ครุ่นคิดว่า “ตัวข้าเองมีเพียง 4 ขายังเคลื่อนไหวไปมาได้ยากลำบาก แต่ไฉนตะขาบที่มีขานับร้อยจึงเดินได้อย่างปลอดโปร่งเพียงนี้ ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ยามเดินเหิน ตะขาบทราบได้อย่างไรว่าจะหยุดขาข้างไหน ขยับขาข้างไหน จากนั้นก้าวขาไหนตามออกไปกันเล่า?”

กบจึงตัดสินใจออกไปขวางทางเดินของตะขาบเอาไว้ จากนั้นเอ่ยถามว่า “ข้าถูกเจ้าทำให้งุนงงสงสัยไปหมดแล้วว่า ในแต่ละวันเจ้าเดินเหินได้อย่างไรด้วยขาที่มากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้”

ตะขาบตอบว่า “ข้าเดินแบบนี้มาโดยตลอดไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่ในเมื่อวันนี้เจ้าถามขึ้นมา ข้าก็จะขอเวลาคิดดูสักครู่ แล้วค่อยตอบคำถามของเจ้า”

ตะขาบยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ เพื่อขบคิดว่าที่ผ่านมาตนเองเดินอย่างไร จากนั้นเจ้าตะขาบก็พยายามขยับขาโน้นขยับขานี้แต่ไม่สำเร็จ เพียงลากขาไปข้างหน้าได้ 2-3 ก้าว พอหมดสิ้นหนทางจึงหมอบลง สุดท้ายได้แต่กล่าวกับกบขี้สงสัยว่า “ต่อไปเจ้าโปรดอย่าได้เอ่ยถามข้อสงสัยข้อนี้ของเจ้าให้ตะขาบตัวอื่นใดได้ฟัง อีก ที่ผ่านมาข้าเพียงเดินไปข้างหน้าไม่เคยเกิดปัญหา แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าตกที่นั่งลำบากแล้ว ข้าไม่สามารถก้าวเดินได้ เพราะข้าไม่รู้ว่าจะขยับขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ด้วยขากว่าร้อยขาที่มีอยู่นี้”

ปัญญาเซน :เรื่องบางเรื่อง ขบคิดมากความกลับเพิ่มปัญหา การปฏิบัติเซนอย่างสมบูรณ์แบบ คือการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ ตามครรลองที่ควรจะเป็น

นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น

นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น

ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆ ในร่างกายของคนเราที่สำคัญยิ่ง ลิ้น(การพูด)สามารถนำความสุขมาให้ผู้พูด ในทางกลับกัน ลิ้น(การพูด)ก็สามารถทำเรื่องเดือดร้อนให้ผู้พูดได้เช่นกัน

ในอดีตมีพระเซนรูปหนึ่ง เขามีศิษย์เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับทั้งวัน วันหนึ่งศิษย์ผู้นี้นอนจนสายก็ยังไม่ตื่น ทำให้พระเซนไม่พอใจ จึงต่อว่าลูกศิษย์ว่า “เวลาสายขนาดนี้ ตะวันส่องจนแม้แต่ฝูงเต่ายังพากันคลานออกนอกบึงบัวมารับแสงแดดกันหมดแล้ว เหตุใดตัวเจ้ากลับมัวแต่นอนอยู่ได้”

เวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณใกล้เคียงมีคนผู้หนึ่งที่กำลังต้องการจับเต่าไปแกงเป็นยาให้มารดาซึ่งกำลังป่วยรับประทาน เมื่อได้ฟังพระเซนบอกว่ามีเต่าออกมาจากบึง จึงได้รีบไปจับเต่ามาเชือดจากนั้นนำเนื้อมาปรุงเป็นแกงเต่า ทั้งยังแบ่งแกงเต่ามาให้พระเซนเพื่อแสดงความขอบคุณที่ชี้ทางให้อีกด้วย

ฝ่ายพระเซน เมื่อทราบว่าการพูดจาโดยไม่ได้ตั้งใจของตนเอง เป็นต้นเหตุแห่งการตายของบรรดาเต่าก็เกิดความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เพราะหากตนไม่เอ่ยปากพูดไปเช่นนั้นเต่าก็คงไม่โดนพบเห็น พระเซนจึงได้ให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อไปจะไม่เอ่ยปากพูดจาอีกเลยตลอดชีวิตเพื่อเป็นการชดใช้บาปที่ทำไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า

เวลาผ่านไปไม่นาน ขณะที่พระเซนนั่งอยู่บริเวณหน้าวัด เขาพลันพบว่ามีชายตาบอดผู้หนึ่งกำลังเดินหลงทิศ มุ่งหน้าลงไปยังบึงบัวนั้น แต่จนใจที่พระเซนให้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่เปิดปากพูด จึงไม่สามารถร้องเตือนชายตาบอดได้ แต่หากไม่เอ่ยปากตักเตือน ชายตาบอดคงต้องตกลงไปในบึงบัวเป็นแน่

พระเซนเอาแต่ลังเลว่าจะทำเช่นไรดี ปล่อยเวลาผ่านไป ในที่สุดชายตาบอดก็เดินตกลงไปในบึงบัว จมน้ำหายไปต่อหน้าต่อตา

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระเซนโศกเศร้าเสียใจหาที่เปรียบมิได้ และตระหนักได้ว่าการไม่ยอมพูดจาของตนในครั้งนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเสียดาย ความผิดสองครั้งที่ผ่านมาของตนคือการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด แต่กลับไม่พูดในเวลาที่ควรพูด

ปัญญาเซน : มนุษย์จำเป็นที่จะต้องใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิตอยู่บนโลก แม้แต่การพูดจาก็ต้องใช้ปัญญา นั่นคือพูดสิ่งที่ควรในเวลาที่เหมาะ นอกจากนี้ต้องพึงระลึกว่า ในการดำรงชีวิตของคนเรา ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่การให้อภัยต่างหากที่เป็นสิ่งเหนือธรรมดา คนเราไม่เพียงต้องรู้จักให้อภัยผู้อื่น ทั้งยังต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเอง

ปล่อยวางแบบควาย

เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ

ลูกศิษย์วัยรุ่นมักจะอ้างเรื่องการปล่อยวาง เมื่อขี้เกียจไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง

ท่านอาจารย์จึงเล่าว่า

ในช่วงเข้าพรรษาปีหนึ่ง หลวงพ่อชาเดินตรวจพระลูกศิษย์ที่กุฏิหลังหนึ่ง พระท่านเอาของไปวางไว้ตรงมุมที่ไม่ใช่ที่ๆ ควรจะวาง

ท่านจึงถามว่า “ทำไมจึงต้องเอาของไปไว้ตรงนั้น”

ลูกศิษย์ให้เหตุผลว่า “เพราะหลังคามันรั่ว”

เมื่อหลวงพ่อถามว่า “ทำไมจึงไม่ซ่อมหลังคา”

ท่านก็ว่า “ท่านกำลังฝึกเรื่องความอดทนและการปล่อยวาง”

หลวงพ่อจึงว่า

นี่คือการปล่อยวางของควาย

ท่านอาจารย์สรุปว่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า อะไรๆก็ต้องปล่อยวาง อะไรๆก็ต้องอดทน เราต้องมีปัญญาแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งไหนควรอดทนก็ต้องอดทน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน บางสิ่งบางอย่างก็ควรจะแก้ไข การปล่อยวางของเราต้องมีปัญญา เป็นตัวกำกับอยู่ด้วยเสมอ

ที่มา “เรื่องท่านเล่า” เรียบเรียงจากนิทาน และธรรมบรรยาย ที่พระอาจารย์ชยสาโรเคยแสดงไว้เพื่อเป็นธรรมทานโดย ศรีวรา อิสสระ, พิมพ์เพื่อการกุศล โดยกองทุนสื่อธรรมะทอสี ครั้งที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓, หน้า ๒๔๐
ที่มา ธรรมจักร.เน็ต

สุภาษิตจีนเตือนใจ

๑”ชมคนด้วยวาจา…มีค่ายิ่ง กว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา…สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทง ด้วยหอกดาบ..”
“ซุนวู”

๒”คนอื่นช่วยเรา…เราจะจำไว้ชั่วชีวิตเรา ช่วยคนอื่น…จงอย่าจำใส่ใจ”
“ฮั่วหลัวเกิง”

๓”มีชีวิตอย่าง ไร้คุณธรรมมิสู้ตายอย่างมีคุณธรรมได้มาด้วยความคดโกง
มิสู้ยอมเสียอย่าง ซื่อตรง…””หวังติ้งเป่า”

๔”น้ำใสสะอาดเกินไป…ย่อมไร้ซึ่ง มัจฉา คนที่เข้มงวดเกินไป……ย่อมไร้ซึ่งบริวาร””ปันกู้”

๕”ความ ไม่พอใจ…ความกลัดกลุ้มหงุดหงิดควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้..ห่อเ่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์…””หลี่ต้า เจา”

๖”ใน ชีวิตของเรา..มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง ….ซึ่งสาดส่องจิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงด งาม..””ปาจิน”

๗.”ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำเท้าสกปรกก็คิดจะล้าง เท้าแต่ใจสกปรกกลับไม่คิดที่จะชำระใจ…””หยางว่านหลี่”

๘.”สุข สบายเกินไป..เส้นสายก็พลอยหย่อนยานจิตใจก็พลอยขลาดกลัว”
“หูหลินอี้”

๙.”พูด น้อยกลุ้มน้อยตัณหาน้อยนอนน้อย…….ถ้าสี่อย่างนี้น้อยก็ใกล้จะเป็นเซียน แล้ว””ซุนซือเหมี่ยว”

๑๐.”คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป… เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!” “ลู่ซู”

๑๑.”ไม่ มีอะไร แย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี….ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอคือคนที่ดีพอ …ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้วคือผู้ที่ดีไม่พอ…!” “ฟังเสี้ยวหยู”

๑๒.”ต้องกล้า ที่จะมองความจริง..แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ””จางจื้อซิน”

๑๓.”ความ อิจฉาเป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ…ความระแวงสงสัย..เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความ รัก……ความรักถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้วก็ไม่อาจเชื่อ ถือซึ่งกันและกันได้”“ซุนยาง”

๑๔”ยามมีควรคิดถึงความ จน…….ยามจนไม่ควรคิดถึงยามมี..!”“เจิงก่วงเสียนเหวิน”

๑๕”อย่า ทำความชั่วเพราะคิดว่าผิดนิดเดียว…อย่าละเว้นการทำความดี…
เพราะคิด ว่าได้บุญกุศลแค่นิดเดียว…”
“เผยสงจือ”

๑๖”รู้เหตุผลไม่อับ จนรู้กาละไม่ถูกด่ารู้ประหยัดไม่ขัดสน”“ซูลิน”

๑๗”ใช้จิตใจ ที่ชอบตำหนิผู้อื่น…มาตำหนิตัวเอง….ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง…ให้ อภัยผู้อื่น..”
“เจิงจิ้นเสียนเหวิน”

๑๘”ขี้เกียจแล้วยัง ฟุ่มเฟือย…ย่อมยากจนขยันและประหยัด..ย่อมร่ำรวย..”
“ก่วนจ้ง”

๑๙”…สูง ส่งแต่ไม่เย่อหยิ่งชนะแต่ไม่ลำพอง
ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวทีเข้มแข็ง แต่มีความอดกลั้น..”
“ขงเบ้ง”

๒๐”..ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น… จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน
ก่อนที่จะว่าคนอื่น…ควรพิจารณาดู ตัวเองเสียก่อน
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น…ควรจะรู้จักตัวเองเสีย ก่อน..”
“หลี่ปุ๊เหว่ย”

๒๑”ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคน ฉลาด…..ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ..”
“เล่าจื้อ”

๒๒”การ ตกระกำลำบากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสูงในการฝึกฝนยอดคน..!!”
“เหลียงฉี่เชา”

๒๓”สิ่ง ที่ตัวเราไม่ชอบ…จงอย่าทำกับคนอื่น..”
“ขงจื้อ”

๒๔.”คนที่ ทำได้อาจพูดไม่ได้…คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!”
“ซือหม่าเชียน”

๒๕.”คน เราหนีไม่พ้นความตาย…แต่ความหมายการตายนั้น
ไม่เหมือนกัน…
บ้างมี ค่าหนักกว่าขุนเขา…บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก…!”
“ซือหม่าเชียน”

นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

มีชายผู้หนึ่งโง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้

วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

ภาพจาก http://dzh.mop.com/

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญญาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า “ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ

ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา

การฝึกม้า การฝึกพระภิกษุ

การฝึกม้า

การฝึกม้า การฝึกพระภิกษุ

ครั้งหนึ่ง เกสีผู้ฝึกม้าได้เข้ามากราบทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า… พระองค์ฝึกสาวกอย่างไร? พระพุทธเจ้าก็เลยย้อนกลับเกสีผู้ฝึกม้าว่า แล้วท่านล่ะฝึกม้าอย่างไร?

เกสีบอกว่า เราฝึกด้วยวิธีละมุนละไม บางทีก็ฝึกด้วยวิธีลงแส้ ลงปฏัก แล้วแต่ม้าตัวนั้นมันจะอยู่ในสภาพอย่างไร ถ้าหากว่าไม่ไหว ก็พาไปฆ่าทิ้ง

พระองค์ก็บอกว่า เราก็เป็นเช่นนั้น เราก็ฝึกสาวกด้วยวิธีละมุนละไม และลงแส้บ้างคือขนาบบ้าง และถ้าเห็นว่าไม่ไหวเราก็ฆ่าทิ้งเช่นเดียวกัน เกสีบอกว่า เอ้า เป็นพระแล้วจะไปฆ่าได้ยังไง ไม่ผิดศีลหรือ?

พระองค์ก็ทรงบอกว่า การฆ่าในธรรมวินัยนี้ ไม่ใช่ฆ่าเหมือนชาวโลก ที่ใช้ปืน ใช้มีด ใช้หอก ใช้ดาบ ฆ่าในความหมายของเราก็คือให้ตายจากความดี ฆ่าในอริยวินัยนี้ก็คือไม่พูด ไม่สอน ไม่เตือน ปล่อยให้เน่าอยู่กับความชั่วนั่นเอง เพราะฉะนั้น การที่ไม่มีใครคอยเตือน คอยสอน คอยห้าม นั่นถือว่าเราถูกฆ่าให้ตายจากความดี และจมอยู่กับความชั่วร้ายอย่างเน่าฟอนเฟะ เพราะฉะนั้นการฆ่าที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ การปล่อย ไม่สอน ไม่เตือน ปล่อยให้จมอยู่กับความชั่ว ให้เน่าเฟะอยู่กับความชั่ว คิดชั่ว นั่นแหละเป็นการถูกฆ่าที่ร้ายกาจที่สุด

ท่านทั้งหลาย…ถ้าเราไม่มีใครเตือน ไม่มีใครสอนเราเลย จงรู้สึกไว้เสียเถิดว่าเรากำลังจะถูกฆ่าอย่างน่ากลัวที่สุด