Archive for the ‘Uncategorized’ Category

นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น

วันพฤหัส, มีนาคม 17th, 2011

นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น

ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆ ในร่างกายของคนเราที่สำคัญยิ่ง ลิ้น(การพูด)สามารถนำความสุขมาให้ผู้พูด ในทางกลับกัน ลิ้น(การพูด)ก็สามารถทำเรื่องเดือดร้อนให้ผู้พูดได้เช่นกัน

ในอดีตมีพระเซนรูปหนึ่ง เขามีศิษย์เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับทั้งวัน วันหนึ่งศิษย์ผู้นี้นอนจนสายก็ยังไม่ตื่น ทำให้พระเซนไม่พอใจ จึงต่อว่าลูกศิษย์ว่า “เวลาสายขนาดนี้ ตะวันส่องจนแม้แต่ฝูงเต่ายังพากันคลานออกนอกบึงบัวมารับแสงแดดกันหมดแล้ว เหตุใดตัวเจ้ากลับมัวแต่นอนอยู่ได้”

เวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณใกล้เคียงมีคนผู้หนึ่งที่กำลังต้องการจับเต่าไปแกงเป็นยาให้มารดาซึ่งกำลังป่วยรับประทาน เมื่อได้ฟังพระเซนบอกว่ามีเต่าออกมาจากบึง จึงได้รีบไปจับเต่ามาเชือดจากนั้นนำเนื้อมาปรุงเป็นแกงเต่า ทั้งยังแบ่งแกงเต่ามาให้พระเซนเพื่อแสดงความขอบคุณที่ชี้ทางให้อีกด้วย

ฝ่ายพระเซน เมื่อทราบว่าการพูดจาโดยไม่ได้ตั้งใจของตนเอง เป็นต้นเหตุแห่งการตายของบรรดาเต่าก็เกิดความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เพราะหากตนไม่เอ่ยปากพูดไปเช่นนั้นเต่าก็คงไม่โดนพบเห็น พระเซนจึงได้ให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อไปจะไม่เอ่ยปากพูดจาอีกเลยตลอดชีวิตเพื่อเป็นการชดใช้บาปที่ทำไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า

เวลาผ่านไปไม่นาน ขณะที่พระเซนนั่งอยู่บริเวณหน้าวัด เขาพลันพบว่ามีชายตาบอดผู้หนึ่งกำลังเดินหลงทิศ มุ่งหน้าลงไปยังบึงบัวนั้น แต่จนใจที่พระเซนให้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่เปิดปากพูด จึงไม่สามารถร้องเตือนชายตาบอดได้ แต่หากไม่เอ่ยปากตักเตือน ชายตาบอดคงต้องตกลงไปในบึงบัวเป็นแน่

พระเซนเอาแต่ลังเลว่าจะทำเช่นไรดี ปล่อยเวลาผ่านไป ในที่สุดชายตาบอดก็เดินตกลงไปในบึงบัว จมน้ำหายไปต่อหน้าต่อตา

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระเซนโศกเศร้าเสียใจหาที่เปรียบมิได้ และตระหนักได้ว่าการไม่ยอมพูดจาของตนในครั้งนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเสียดาย ความผิดสองครั้งที่ผ่านมาของตนคือการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด แต่กลับไม่พูดในเวลาที่ควรพูด

ปัญญาเซน : มนุษย์จำเป็นที่จะต้องใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิตอยู่บนโลก แม้แต่การพูดจาก็ต้องใช้ปัญญา นั่นคือพูดสิ่งที่ควรในเวลาที่เหมาะ นอกจากนี้ต้องพึงระลึกว่า ในการดำรงชีวิตของคนเรา ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่การให้อภัยต่างหากที่เป็นสิ่งเหนือธรรมดา คนเราไม่เพียงต้องรู้จักให้อภัยผู้อื่น ทั้งยังต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเอง

ปล่อยวางแบบควาย

วันพฤหัส, มีนาคม 17th, 2011

เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ

ลูกศิษย์วัยรุ่นมักจะอ้างเรื่องการปล่อยวาง เมื่อขี้เกียจไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง

ท่านอาจารย์จึงเล่าว่า

ในช่วงเข้าพรรษาปีหนึ่ง หลวงพ่อชาเดินตรวจพระลูกศิษย์ที่กุฏิหลังหนึ่ง พระท่านเอาของไปวางไว้ตรงมุมที่ไม่ใช่ที่ๆ ควรจะวาง

ท่านจึงถามว่า “ทำไมจึงต้องเอาของไปไว้ตรงนั้น”

ลูกศิษย์ให้เหตุผลว่า “เพราะหลังคามันรั่ว”

เมื่อหลวงพ่อถามว่า “ทำไมจึงไม่ซ่อมหลังคา”

ท่านก็ว่า “ท่านกำลังฝึกเรื่องความอดทนและการปล่อยวาง”

หลวงพ่อจึงว่า

นี่คือการปล่อยวางของควาย

ท่านอาจารย์สรุปว่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า อะไรๆก็ต้องปล่อยวาง อะไรๆก็ต้องอดทน เราต้องมีปัญญาแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งไหนควรอดทนก็ต้องอดทน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน บางสิ่งบางอย่างก็ควรจะแก้ไข การปล่อยวางของเราต้องมีปัญญา เป็นตัวกำกับอยู่ด้วยเสมอ

ที่มา “เรื่องท่านเล่า” เรียบเรียงจากนิทาน และธรรมบรรยาย ที่พระอาจารย์ชยสาโรเคยแสดงไว้เพื่อเป็นธรรมทานโดย ศรีวรา อิสสระ, พิมพ์เพื่อการกุศล โดยกองทุนสื่อธรรมะทอสี ครั้งที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓, หน้า ๒๔๐
ที่มา ธรรมจักร.เน็ต

สุภาษิตจีนเตือนใจ

วันอาทิตย์, มีนาคม 13th, 2011

๑”ชมคนด้วยวาจา…มีค่ายิ่ง กว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา…สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทง ด้วยหอกดาบ..”
“ซุนวู”

๒”คนอื่นช่วยเรา…เราจะจำไว้ชั่วชีวิตเรา ช่วยคนอื่น…จงอย่าจำใส่ใจ”
“ฮั่วหลัวเกิง”

๓”มีชีวิตอย่าง ไร้คุณธรรมมิสู้ตายอย่างมีคุณธรรมได้มาด้วยความคดโกง
มิสู้ยอมเสียอย่าง ซื่อตรง…””หวังติ้งเป่า”

๔”น้ำใสสะอาดเกินไป…ย่อมไร้ซึ่ง มัจฉา คนที่เข้มงวดเกินไป……ย่อมไร้ซึ่งบริวาร””ปันกู้”

๕”ความ ไม่พอใจ…ความกลัดกลุ้มหงุดหงิดควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้..ห่อเ่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์…””หลี่ต้า เจา”

๖”ใน ชีวิตของเรา..มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง ….ซึ่งสาดส่องจิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงด งาม..””ปาจิน”

๗.”ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำเท้าสกปรกก็คิดจะล้าง เท้าแต่ใจสกปรกกลับไม่คิดที่จะชำระใจ…””หยางว่านหลี่”

๘.”สุข สบายเกินไป..เส้นสายก็พลอยหย่อนยานจิตใจก็พลอยขลาดกลัว”
“หูหลินอี้”

๙.”พูด น้อยกลุ้มน้อยตัณหาน้อยนอนน้อย…….ถ้าสี่อย่างนี้น้อยก็ใกล้จะเป็นเซียน แล้ว””ซุนซือเหมี่ยว”

๑๐.”คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป… เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!” “ลู่ซู”

๑๑.”ไม่ มีอะไร แย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี….ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอคือคนที่ดีพอ …ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้วคือผู้ที่ดีไม่พอ…!” “ฟังเสี้ยวหยู”

๑๒.”ต้องกล้า ที่จะมองความจริง..แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ””จางจื้อซิน”

๑๓.”ความ อิจฉาเป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ…ความระแวงสงสัย..เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความ รัก……ความรักถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้วก็ไม่อาจเชื่อ ถือซึ่งกันและกันได้”“ซุนยาง”

๑๔”ยามมีควรคิดถึงความ จน…….ยามจนไม่ควรคิดถึงยามมี..!”“เจิงก่วงเสียนเหวิน”

๑๕”อย่า ทำความชั่วเพราะคิดว่าผิดนิดเดียว…อย่าละเว้นการทำความดี…
เพราะคิด ว่าได้บุญกุศลแค่นิดเดียว…”
“เผยสงจือ”

๑๖”รู้เหตุผลไม่อับ จนรู้กาละไม่ถูกด่ารู้ประหยัดไม่ขัดสน”“ซูลิน”

๑๗”ใช้จิตใจ ที่ชอบตำหนิผู้อื่น…มาตำหนิตัวเอง….ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง…ให้ อภัยผู้อื่น..”
“เจิงจิ้นเสียนเหวิน”

๑๘”ขี้เกียจแล้วยัง ฟุ่มเฟือย…ย่อมยากจนขยันและประหยัด..ย่อมร่ำรวย..”
“ก่วนจ้ง”

๑๙”…สูง ส่งแต่ไม่เย่อหยิ่งชนะแต่ไม่ลำพอง
ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวทีเข้มแข็ง แต่มีความอดกลั้น..”
“ขงเบ้ง”

๒๐”..ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น… จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน
ก่อนที่จะว่าคนอื่น…ควรพิจารณาดู ตัวเองเสียก่อน
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น…ควรจะรู้จักตัวเองเสีย ก่อน..”
“หลี่ปุ๊เหว่ย”

๒๑”ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคน ฉลาด…..ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ..”
“เล่าจื้อ”

๒๒”การ ตกระกำลำบากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสูงในการฝึกฝนยอดคน..!!”
“เหลียงฉี่เชา”

๒๓”สิ่ง ที่ตัวเราไม่ชอบ…จงอย่าทำกับคนอื่น..”
“ขงจื้อ”

๒๔.”คนที่ ทำได้อาจพูดไม่ได้…คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!”
“ซือหม่าเชียน”

๒๕.”คน เราหนีไม่พ้นความตาย…แต่ความหมายการตายนั้น
ไม่เหมือนกัน…
บ้างมี ค่าหนักกว่าขุนเขา…บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก…!”
“ซือหม่าเชียน”

นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

วันอาทิตย์, มีนาคม 13th, 2011

มีชายผู้หนึ่งโง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้

วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

ภาพจาก http://dzh.mop.com/

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญญาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า “ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ

ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา