<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	>

<channel>
	<title>ธรรมะ.นะครับ.com</title>
	<atom:link href="http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com</link>
	<description>Dhamma.Nakrab.com    สื่อธรรมะออนไลน์ by นะครับ.com</description>
	<pubDate>Fri, 25 Mar 2011 05:38:28 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>นิทานเซน :ความกลัดกลุ้มของตะขาบ</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Mar 2011 05:37:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[นิทานเซน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=149</guid>
		<description><![CDATA[
มีกบตัวหนึ่งที่เฝ้าสังเกตุการเดินของตะขาบตัวหนึ่งอยู่เสมอ เวลาผ่านไปนานเข้าเกิดเป็นความงุนงงสงสัยขึ้นในใจ ครุ่นคิดว่า &#8220;ตัวข้าเองมีเพียง 4 ขายังเคลื่อนไหวไปมาได้ยากลำบาก แต่ไฉนตะขาบที่มีขานับร้อยจึงเดินได้อย่างปลอดโปร่งเพียงนี้ ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ยามเดินเหิน ตะขาบทราบได้อย่างไรว่าจะหยุดขาข้างไหน ขยับขาข้างไหน จากนั้นก้าวขาไหนตามออกไปกันเล่า?&#8221;
กบจึงตัดสินใจออกไปขวางทางเดินของตะขาบเอาไว้ จากนั้นเอ่ยถามว่า &#8220;ข้าถูกเจ้าทำให้งุนงงสงสัยไปหมดแล้วว่า ในแต่ละวันเจ้าเดินเหินได้อย่างไรด้วยขาที่มากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้&#8221;
ตะขาบตอบว่า &#8220;ข้าเดินแบบนี้มาโดยตลอดไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่ในเมื่อวันนี้เจ้าถามขึ้นมา ข้าก็จะขอเวลาคิดดูสักครู่ แล้วค่อยตอบคำถามของเจ้า&#8221;
ตะขาบยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ เพื่อขบคิดว่าที่ผ่านมาตนเองเดินอย่างไร จากนั้นเจ้าตะขาบก็พยายามขยับขาโน้นขยับขานี้แต่ไม่สำเร็จ เพียงลากขาไปข้างหน้าได้ 2-3 ก้าว พอหมดสิ้นหนทางจึงหมอบลง สุดท้ายได้แต่กล่าวกับกบขี้สงสัยว่า &#8220;ต่อไปเจ้าโปรดอย่าได้เอ่ยถามข้อสงสัยข้อนี้ของเจ้าให้ตะขาบตัวอื่นใดได้ฟัง อีก ที่ผ่านมาข้าเพียงเดินไปข้างหน้าไม่เคยเกิดปัญหา แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าตกที่นั่งลำบากแล้ว ข้าไม่สามารถก้าวเดินได้ เพราะข้าไม่รู้ว่าจะขยับขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ด้วยขากว่าร้อยขาที่มีอยู่นี้&#8221;
ปัญญาเซน :เรื่องบางเรื่อง ขบคิดมากความกลับเพิ่มปัญหา การปฏิบัติเซนอย่างสมบูรณ์แบบ คือการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ ตามครรลองที่ควรจะเป็น
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><center><img class="alignnone size-full wp-image-150" title="ความกลัดกลุ้มของตะขาบ" src="http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/wp-content/uploads/2011/03/33.jpg" alt="ความกลัดกลุ้มของตะขาบ" width="240" height="279" /></center></p>
<p>มีกบตัวหนึ่งที่เฝ้าสังเกตุการเดินของตะขาบตัวหนึ่งอยู่เสมอ เวลาผ่านไปนานเข้าเกิดเป็นความงุนงงสงสัยขึ้นในใจ ครุ่นคิดว่า &#8220;ตัวข้าเองมีเพียง 4 ขายังเคลื่อนไหวไปมาได้ยากลำบาก แต่ไฉนตะขาบที่มีขานับร้อยจึงเดินได้อย่างปลอดโปร่งเพียงนี้ ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ยามเดินเหิน ตะขาบทราบได้อย่างไรว่าจะหยุดขาข้างไหน ขยับขาข้างไหน จากนั้นก้าวขาไหนตามออกไปกันเล่า?&#8221;</p>
<p>กบจึงตัดสินใจออกไปขวางทางเดินของตะขาบเอาไว้ จากนั้นเอ่ยถามว่า &#8220;ข้าถูกเจ้าทำให้งุนงงสงสัยไปหมดแล้วว่า ในแต่ละวันเจ้าเดินเหินได้อย่างไรด้วยขาที่มากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้&#8221;</p>
<p>ตะขาบตอบว่า &#8220;ข้าเดินแบบนี้มาโดยตลอดไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่ในเมื่อวันนี้เจ้าถามขึ้นมา ข้าก็จะขอเวลาคิดดูสักครู่ แล้วค่อยตอบคำถามของเจ้า&#8221;</p>
<p>ตะขาบยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ เพื่อขบคิดว่าที่ผ่านมาตนเองเดินอย่างไร จากนั้นเจ้าตะขาบก็พยายามขยับขาโน้นขยับขานี้แต่ไม่สำเร็จ เพียงลากขาไปข้างหน้าได้ 2-3 ก้าว พอหมดสิ้นหนทางจึงหมอบลง สุดท้ายได้แต่กล่าวกับกบขี้สงสัยว่า &#8220;ต่อไปเจ้าโปรดอย่าได้เอ่ยถามข้อสงสัยข้อนี้ของเจ้าให้ตะขาบตัวอื่นใดได้ฟัง อีก ที่ผ่านมาข้าเพียงเดินไปข้างหน้าไม่เคยเกิดปัญหา แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าตกที่นั่งลำบากแล้ว ข้าไม่สามารถก้าวเดินได้ เพราะข้าไม่รู้ว่าจะขยับขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ด้วยขากว่าร้อยขาที่มีอยู่นี้&#8221;</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ปัญญาเซน</span> :<span style="color: #00ff00;">เรื่องบางเรื่อง ขบคิดมากความกลับเพิ่มปัญหา การปฏิบัติเซนอย่างสมบูรณ์แบบ คือการใช้ชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ ตามครรลองที่ควรจะเป็น</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2011 10:38:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=145</guid>
		<description><![CDATA[
       ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆ ในร่างกายของคนเราที่สำคัญยิ่ง ลิ้น(การพูด)สามารถนำความสุขมาให้ผู้พูด ในทางกลับกัน ลิ้น(การพูด)ก็สามารถทำเรื่องเดือดร้อนให้ผู้พูดได้เช่นกัน
       ในอดีตมีพระเซนรูปหนึ่ง เขามีศิษย์เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับทั้งวัน วันหนึ่งศิษย์ผู้นี้นอนจนสายก็ยังไม่ตื่น ทำให้พระเซนไม่พอใจ จึงต่อว่าลูกศิษย์ว่า &#8220;เวลาสายขนาดนี้ ตะวันส่องจนแม้แต่ฝูงเต่ายังพากันคลานออกนอกบึงบัวมารับแสงแดดกันหมดแล้ว เหตุใดตัวเจ้ากลับมัวแต่นอนอยู่ได้&#8221;
       เวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณใกล้เคียงมีคนผู้หนึ่งที่กำลังต้องการจับเต่าไปแกงเป็นยาให้มารดาซึ่งกำลังป่วยรับประทาน เมื่อได้ฟังพระเซนบอกว่ามีเต่าออกมาจากบึง จึงได้รีบไปจับเต่ามาเชือดจากนั้นนำเนื้อมาปรุงเป็นแกงเต่า ทั้งยังแบ่งแกงเต่ามาให้พระเซนเพื่อแสดงความขอบคุณที่ชี้ทางให้อีกด้วย
       ฝ่ายพระเซน เมื่อทราบว่าการพูดจาโดยไม่ได้ตั้งใจของตนเอง เป็นต้นเหตุแห่งการตายของบรรดาเต่าก็เกิดความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เพราะหากตนไม่เอ่ยปากพูดไปเช่นนั้นเต่าก็คงไม่โดนพบเห็น พระเซนจึงได้ให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อไปจะไม่เอ่ยปากพูดจาอีกเลยตลอดชีวิตเพื่อเป็นการชดใช้บาปที่ทำไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า
       [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><center><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000000012401.JPEG" alt="นิทานเซน : อิทธิพลของลิ้น" /></center></p>
<p>       ลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆ ในร่างกายของคนเราที่สำคัญยิ่ง ลิ้น(การพูด)สามารถนำความสุขมาให้ผู้พูด ในทางกลับกัน ลิ้น(การพูด)ก็สามารถทำเรื่องเดือดร้อนให้ผู้พูดได้เช่นกัน</p>
<p>       ในอดีตมีพระเซนรูปหนึ่ง เขามีศิษย์เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับทั้งวัน วันหนึ่งศิษย์ผู้นี้นอนจนสายก็ยังไม่ตื่น ทำให้พระเซนไม่พอใจ จึงต่อว่าลูกศิษย์ว่า &#8220;เวลาสายขนาดนี้ ตะวันส่องจนแม้แต่ฝูงเต่ายังพากันคลานออกนอกบึงบัวมารับแสงแดดกันหมดแล้ว เหตุใดตัวเจ้ากลับมัวแต่นอนอยู่ได้&#8221;</p>
<p>       เวลาเดียวกันนั้นเอง บริเวณใกล้เคียงมีคนผู้หนึ่งที่กำลังต้องการจับเต่าไปแกงเป็นยาให้มารดาซึ่งกำลังป่วยรับประทาน เมื่อได้ฟังพระเซนบอกว่ามีเต่าออกมาจากบึง จึงได้รีบไปจับเต่ามาเชือดจากนั้นนำเนื้อมาปรุงเป็นแกงเต่า ทั้งยังแบ่งแกงเต่ามาให้พระเซนเพื่อแสดงความขอบคุณที่ชี้ทางให้อีกด้วย</p>
<p>       ฝ่ายพระเซน เมื่อทราบว่าการพูดจาโดยไม่ได้ตั้งใจของตนเอง เป็นต้นเหตุแห่งการตายของบรรดาเต่าก็เกิดความรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เพราะหากตนไม่เอ่ยปากพูดไปเช่นนั้นเต่าก็คงไม่โดนพบเห็น พระเซนจึงได้ให้คำมั่นกับตัวเองว่าต่อไปจะไม่เอ่ยปากพูดจาอีกเลยตลอดชีวิตเพื่อเป็นการชดใช้บาปที่ทำไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า</p>
<p>       เวลาผ่านไปไม่นาน ขณะที่พระเซนนั่งอยู่บริเวณหน้าวัด เขาพลันพบว่ามีชายตาบอดผู้หนึ่งกำลังเดินหลงทิศ มุ่งหน้าลงไปยังบึงบัวนั้น แต่จนใจที่พระเซนให้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าจะไม่เปิดปากพูด จึงไม่สามารถร้องเตือนชายตาบอดได้ แต่หากไม่เอ่ยปากตักเตือน ชายตาบอดคงต้องตกลงไปในบึงบัวเป็นแน่</p>
<p>       พระเซนเอาแต่ลังเลว่าจะทำเช่นไรดี ปล่อยเวลาผ่านไป ในที่สุดชายตาบอดก็เดินตกลงไปในบึงบัว จมน้ำหายไปต่อหน้าต่อตา</p>
<p>       เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระเซนโศกเศร้าเสียใจหาที่เปรียบมิได้ และตระหนักได้ว่าการไม่ยอมพูดจาของตนในครั้งนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายทำลายชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเสียดาย ความผิดสองครั้งที่ผ่านมาของตนคือการพูดในเวลาที่ไม่ควรพูด แต่กลับไม่พูดในเวลาที่ควรพูด</p>
<p>       ปัญญาเซน : มนุษย์จำเป็นที่จะต้องใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิตอยู่บนโลก แม้แต่การพูดจาก็ต้องใช้ปัญญา นั่นคือพูดสิ่งที่ควรในเวลาที่เหมาะ นอกจากนี้ต้องพึงระลึกว่า ในการดำรงชีวิตของคนเรา ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่การให้อภัยต่างหากที่เป็นสิ่งเหนือธรรมดา คนเราไม่เพียงต้องรู้จักให้อภัยผู้อื่น ทั้งยังต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปล่อยวางแบบควาย</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Mar 2011 10:08:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=142</guid>
		<description><![CDATA[เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ
ลูกศิษย์วัยรุ่นมักจะอ้างเรื่องการปล่อยวาง เมื่อขี้เกียจไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง
ท่านอาจารย์จึงเล่าว่า
ในช่วงเข้าพรรษาปีหนึ่ง หลวงพ่อชาเดินตรวจพระลูกศิษย์ที่กุฏิหลังหนึ่ง พระท่านเอาของไปวางไว้ตรงมุมที่ไม่ใช่ที่ๆ ควรจะวาง
ท่านจึงถามว่า &#8220;ทำไมจึงต้องเอาของไปไว้ตรงนั้น&#8221;
ลูกศิษย์ให้เหตุผลว่า &#8220;เพราะหลังคามันรั่ว&#8221;
เมื่อหลวงพ่อถามว่า &#8220;ทำไมจึงไม่ซ่อมหลังคา&#8221;
ท่านก็ว่า &#8220;ท่านกำลังฝึกเรื่องความอดทนและการปล่อยวาง&#8221;
หลวงพ่อจึงว่า
นี่คือการปล่อยวางของควาย
ท่านอาจารย์สรุปว่า
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า อะไรๆก็ต้องปล่อยวาง อะไรๆก็ต้องอดทน เราต้องมีปัญญาแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งไหนควรอดทนก็ต้องอดทน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน บางสิ่งบางอย่างก็ควรจะแก้ไข การปล่อยวางของเราต้องมีปัญญา เป็นตัวกำกับอยู่ด้วยเสมอ
ที่มา &#8220;เรื่องท่านเล่า&#8221; เรียบเรียงจากนิทาน และธรรมบรรยาย ที่พระอาจารย์ชยสาโรเคยแสดงไว้เพื่อเป็นธรรมทานโดย ศรีวรา อิสสระ, พิมพ์เพื่อการกุศล โดยกองทุนสื่อธรรมะทอสี ครั้งที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓, หน้า ๒๔๐
ที่มา ธรรมจักร.เน็ต
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ</p>
<p>ลูกศิษย์วัยรุ่นมักจะอ้างเรื่องการปล่อยวาง เมื่อขี้เกียจไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง</p>
<p>ท่านอาจารย์จึงเล่าว่า</p>
<p>ในช่วงเข้าพรรษาปีหนึ่ง หลวงพ่อชาเดินตรวจพระลูกศิษย์ที่กุฏิหลังหนึ่ง พระท่านเอาของไปวางไว้ตรงมุมที่ไม่ใช่ที่ๆ ควรจะวาง</p>
<p>ท่านจึงถามว่า &#8220;ทำไมจึงต้องเอาของไปไว้ตรงนั้น&#8221;</p>
<p>ลูกศิษย์ให้เหตุผลว่า &#8220;เพราะหลังคามันรั่ว&#8221;</p>
<p>เมื่อหลวงพ่อถามว่า &#8220;ทำไมจึงไม่ซ่อมหลังคา&#8221;</p>
<p>ท่านก็ว่า &#8220;ท่านกำลังฝึกเรื่องความอดทนและการปล่อยวาง&#8221;</p>
<p>หลวงพ่อจึงว่า</p>
<p>นี่คือการปล่อยวางของควาย</p>
<p>ท่านอาจารย์สรุปว่า</p>
<p>พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า อะไรๆก็ต้องปล่อยวาง อะไรๆก็ต้องอดทน เราต้องมีปัญญาแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งไหนควรอดทนก็ต้องอดทน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน บางสิ่งบางอย่างก็ควรจะแก้ไข การปล่อยวางของเราต้องมีปัญญา เป็นตัวกำกับอยู่ด้วยเสมอ</p>
<p>ที่มา &#8220;เรื่องท่านเล่า&#8221; เรียบเรียงจากนิทาน และธรรมบรรยาย ที่พระอาจารย์ชยสาโรเคยแสดงไว้เพื่อเป็นธรรมทานโดย ศรีวรา อิสสระ, พิมพ์เพื่อการกุศล โดยกองทุนสื่อธรรมะทอสี ครั้งที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓, หน้า ๒๔๐<br />
ที่มา ธรรมจักร.เน็ต</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สุภาษิตจีนเตือนใจ</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 05:14:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=140</guid>
		<description><![CDATA[๑”ชมคนด้วยวาจา…มีค่ายิ่ง กว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา…สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทง ด้วยหอกดาบ..”
“ซุนวู”
๒”คนอื่นช่วยเรา…เราจะจำไว้ชั่วชีวิตเรา ช่วยคนอื่น…จงอย่าจำใส่ใจ”
“ฮั่วหลัวเกิง”
๓”มีชีวิตอย่าง ไร้คุณธรรมมิสู้ตายอย่างมีคุณธรรมได้มาด้วยความคดโกง
มิสู้ยอมเสียอย่าง ซื่อตรง…”&#8221;หวังติ้งเป่า”
๔”น้ำใสสะอาดเกินไป…ย่อมไร้ซึ่ง มัจฉา คนที่เข้มงวดเกินไป……ย่อมไร้ซึ่งบริวาร”&#8221;ปันกู้”
๕”ความ ไม่พอใจ…ความกลัดกลุ้มหงุดหงิดควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้..ห่อเ่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์…”&#8221;หลี่ต้า เจา”
๖”ใน ชีวิตของเรา..มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง ….ซึ่งสาดส่องจิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงด งาม..”&#8221;ปาจิน”
๗.”ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำเท้าสกปรกก็คิดจะล้าง เท้าแต่ใจสกปรกกลับไม่คิดที่จะชำระใจ…”&#8221;หยางว่านหลี่”
๘.”สุข สบายเกินไป..เส้นสายก็พลอยหย่อนยานจิตใจก็พลอยขลาดกลัว”
“หูหลินอี้”
๙.”พูด น้อยกลุ้มน้อยตัณหาน้อยนอนน้อย…….ถ้าสี่อย่างนี้น้อยก็ใกล้จะเป็นเซียน แล้ว”&#8221;ซุนซือเหมี่ยว”
๑๐.”คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป… เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!” “ลู่ซู”
๑๑.”ไม่ มีอะไร แย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี….ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอคือคนที่ดีพอ …ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้วคือผู้ที่ดีไม่พอ…!” “ฟังเสี้ยวหยู”
๑๒.”ต้องกล้า ที่จะมองความจริง..แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ”&#8221;จางจื้อซิน”
๑๓.”ความ อิจฉาเป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ…ความระแวงสงสัย..เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความ รัก……ความรักถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้วก็ไม่อาจเชื่อ ถือซึ่งกันและกันได้”“ซุนยาง”
๑๔”ยามมีควรคิดถึงความ จน…….ยามจนไม่ควรคิดถึงยามมี..!”“เจิงก่วงเสียนเหวิน”
๑๕”อย่า ทำความชั่วเพราะคิดว่าผิดนิดเดียว…อย่าละเว้นการทำความดี…
เพราะคิด ว่าได้บุญกุศลแค่นิดเดียว…”
“เผยสงจือ”
๑๖”รู้เหตุผลไม่อับ จนรู้กาละไม่ถูกด่ารู้ประหยัดไม่ขัดสน”“ซูลิน”
๑๗”ใช้จิตใจ ที่ชอบตำหนิผู้อื่น…มาตำหนิตัวเอง….ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง…ให้ อภัยผู้อื่น..”
“เจิงจิ้นเสียนเหวิน”
๑๘”ขี้เกียจแล้วยัง ฟุ่มเฟือย…ย่อมยากจนขยันและประหยัด..ย่อมร่ำรวย..”
“ก่วนจ้ง”
๑๙”…สูง ส่งแต่ไม่เย่อหยิ่งชนะแต่ไม่ลำพอง
ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวทีเข้มแข็ง แต่มีความอดกลั้น..”
“ขงเบ้ง”
๒๐”..ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น… จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน
ก่อนที่จะว่าคนอื่น…ควรพิจารณาดู ตัวเองเสียก่อน
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น…ควรจะรู้จักตัวเองเสีย ก่อน..”
“หลี่ปุ๊เหว่ย”
๒๑”ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคน ฉลาด…..ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ..”
“เล่าจื้อ”
๒๒”การ ตกระกำลำบากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสูงในการฝึกฝนยอดคน..!!”
“เหลียงฉี่เชา”
๒๓”สิ่ง ที่ตัวเราไม่ชอบ…จงอย่าทำกับคนอื่น..”
“ขงจื้อ”
๒๔.”คนที่ ทำได้อาจพูดไม่ได้…คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!”
“ซือหม่าเชียน”
๒๕.”คน เราหนีไม่พ้นความตาย…แต่ความหมายการตายนั้น
ไม่เหมือนกัน…
บ้างมี ค่าหนักกว่าขุนเขา…บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก…!”
“ซือหม่าเชียน”
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>๑”ชมคนด้วยวาจา…มีค่ายิ่ง กว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ<br />
ทำร้ายคนด้วยวาจา…สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทง ด้วยหอกดาบ..”<br />
“ซุนวู”</p>
<p>๒”คนอื่นช่วยเรา…เราจะจำไว้ชั่วชีวิตเรา ช่วยคนอื่น…จงอย่าจำใส่ใจ”<br />
“ฮั่วหลัวเกิง”</p>
<p>๓”มีชีวิตอย่าง ไร้คุณธรรมมิสู้ตายอย่างมีคุณธรรมได้มาด้วยความคดโกง<br />
มิสู้ยอมเสียอย่าง ซื่อตรง…”&#8221;หวังติ้งเป่า”</p>
<p>๔”น้ำใสสะอาดเกินไป…ย่อมไร้ซึ่ง มัจฉา คนที่เข้มงวดเกินไป……ย่อมไร้ซึ่งบริวาร”&#8221;ปันกู้”</p>
<p>๕”ความ ไม่พอใจ…ความกลัดกลุ้มหงุดหงิดควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้..ห่อเ่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์…”&#8221;หลี่ต้า เจา”</p>
<p>๖”ใน ชีวิตของเรา..มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่างดวงหนึ่ง ….ซึ่งสาดส่องจิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงด งาม..”&#8221;ปาจิน”</p>
<p>๗.”ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำเท้าสกปรกก็คิดจะล้าง เท้าแต่ใจสกปรกกลับไม่คิดที่จะชำระใจ…”&#8221;หยางว่านหลี่”</p>
<p>๘.”สุข สบายเกินไป..เส้นสายก็พลอยหย่อนยานจิตใจก็พลอยขลาดกลัว”<br />
“หูหลินอี้”</p>
<p>๙.”พูด น้อยกลุ้มน้อยตัณหาน้อยนอนน้อย…….ถ้าสี่อย่างนี้น้อยก็ใกล้จะเป็นเซียน แล้ว”&#8221;ซุนซือเหมี่ยว”</p>
<p>๑๐.”คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป… เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!” “ลู่ซู”</p>
<p>๑๑.”ไม่ มีอะไร แย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี….ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอคือคนที่ดีพอ …ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้วคือผู้ที่ดีไม่พอ…!” “ฟังเสี้ยวหยู”</p>
<p>๑๒.”ต้องกล้า ที่จะมองความจริง..แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมากๆ”&#8221;จางจื้อซิน”</p>
<p>๑๓.”ความ อิจฉาเป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ…ความระแวงสงสัย..เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความ รัก……ความรักถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้วก็ไม่อาจเชื่อ ถือซึ่งกันและกันได้”“ซุนยาง”</p>
<p>๑๔”ยามมีควรคิดถึงความ จน…….ยามจนไม่ควรคิดถึงยามมี..!”“เจิงก่วงเสียนเหวิน”</p>
<p>๑๕”อย่า ทำความชั่วเพราะคิดว่าผิดนิดเดียว…อย่าละเว้นการทำความดี…<br />
เพราะคิด ว่าได้บุญกุศลแค่นิดเดียว…”<br />
“เผยสงจือ”</p>
<p>๑๖”รู้เหตุผลไม่อับ จนรู้กาละไม่ถูกด่ารู้ประหยัดไม่ขัดสน”“ซูลิน”</p>
<p>๑๗”ใช้จิตใจ ที่ชอบตำหนิผู้อื่น…มาตำหนิตัวเอง….ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง…ให้ อภัยผู้อื่น..”<br />
“เจิงจิ้นเสียนเหวิน”</p>
<p>๑๘”ขี้เกียจแล้วยัง ฟุ่มเฟือย…ย่อมยากจนขยันและประหยัด..ย่อมร่ำรวย..”<br />
“ก่วนจ้ง”</p>
<p>๑๙”…สูง ส่งแต่ไม่เย่อหยิ่งชนะแต่ไม่ลำพอง<br />
ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวทีเข้มแข็ง แต่มีความอดกลั้น..”<br />
“ขงเบ้ง”</p>
<p>๒๐”..ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น… จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน<br />
ก่อนที่จะว่าคนอื่น…ควรพิจารณาดู ตัวเองเสียก่อน<br />
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น…ควรจะรู้จักตัวเองเสีย ก่อน..”<br />
“หลี่ปุ๊เหว่ย”</p>
<p>๒๑”ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคน ฉลาด…..ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ..”<br />
“เล่าจื้อ”</p>
<p>๒๒”การ ตกระกำลำบากเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสูงในการฝึกฝนยอดคน..!!”<br />
“เหลียงฉี่เชา”</p>
<p>๒๓”สิ่ง ที่ตัวเราไม่ชอบ…จงอย่าทำกับคนอื่น..”<br />
“ขงจื้อ”</p>
<p>๒๔.”คนที่ ทำได้อาจพูดไม่ได้…คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!”<br />
“ซือหม่าเชียน”</p>
<p>๒๕.”คน เราหนีไม่พ้นความตาย…แต่ความหมายการตายนั้น<br />
ไม่เหมือนกัน…<br />
บ้างมี ค่าหนักกว่าขุนเขา…บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก…!”<br />
“ซือหม่าเชียน”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 05:06:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=133</guid>
		<description><![CDATA[มีชายผู้หนึ่งโง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน  ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้
วยโชควาสนาที่พอมีอยู่  ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน  ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว  จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน  แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ  จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป  เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน
อาจารย์เซนแนะนำว่า &#8220;ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?&#8221;
ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน  ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง  จากนั้นเอ่ยปากว่า &#8220;ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?&#8221;
พระรูปนั้นตอบว่า &#8220;ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก&#8221;
ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า &#8220;ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย&#8221;

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า &#8220;อันว่าปัญญานั้น  คือเมื่อท่านประสบปัญญาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ  เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ  เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น&#8221;
เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า &#8220;ที่แท้ &#8220;ปัญญา&#8221;  ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?&#8221; เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง  ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีชายผู้หนึ่งโง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน  ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้</p>
<div class="gmail_quote">วยโชควาสนาที่พอมีอยู่  ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน  ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว  จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน  แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ  จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป  เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน</p>
<p>อาจารย์เซนแนะนำว่า &#8220;ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?&#8221;</p>
<p>ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน  ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง  จากนั้นเอ่ยปากว่า &#8220;ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?&#8221;</p>
<p>พระรูปนั้นตอบว่า &#8220;ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก&#8221;</p>
<p>ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า &#8220;ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย&#8221;<br />
<img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></p>
<p><div class="wp-caption alignright" style="width: 237px"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000003146801.JPEG" alt="" width="227" height="450" /><p class="wp-caption-text">ภาพจาก http://dzh.mop.com/</p></div></p>
<p>เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า &#8220;อันว่าปัญญานั้น  คือเมื่อท่านประสบปัญญาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ  เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ  เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น&#8221;</p>
<p>เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า &#8220;ที่แท้ &#8220;ปัญญา&#8221;  ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?&#8221; เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง  ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น  เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า  &#8220;ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน  หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา  แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา&#8221;</p>
<p>เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ  มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน  แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร  เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ  ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ  พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน  จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ  พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา  และร้องถามว่า &#8220;ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?&#8221;</p>
<p>เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า  ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง  ในใจจึงได้คิดว่า &#8220;หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน  วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่&#8221;</p>
<p>เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">ปัญญาเซน : </span><span style="color: #993366;">ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา</span></strong><strong></strong></div>
<p>&#8211;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การฝึกม้า การฝึกพระภิกษุ</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2010 04:30:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คติธรรมจาก Forward mail]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=111</guid>
		<description><![CDATA[
การฝึกม้า การฝึกพระภิกษุ
ครั้งหนึ่ง เกสีผู้ฝึกม้าได้เข้ามากราบทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า… พระองค์ฝึกสาวกอย่างไร? พระพุทธเจ้าก็เลยย้อนกลับเกสีผู้ฝึกม้าว่า แล้วท่านล่ะฝึกม้าอย่างไร?
เกสีบอกว่า เราฝึกด้วยวิธีละมุนละไม บางทีก็ฝึกด้วยวิธีลงแส้ ลงปฏัก แล้วแต่ม้าตัวนั้นมันจะอยู่ในสภาพอย่างไร ถ้าหากว่าไม่ไหว ก็พาไปฆ่าทิ้ง
พระองค์ก็บอกว่า เราก็เป็นเช่นนั้น เราก็ฝึกสาวกด้วยวิธีละมุนละไม และลงแส้บ้างคือขนาบบ้าง และถ้าเห็นว่าไม่ไหวเราก็ฆ่าทิ้งเช่นเดียวกัน เกสีบอกว่า เอ้า เป็นพระแล้วจะไปฆ่าได้ยังไง ไม่ผิดศีลหรือ?
พระองค์ก็ทรงบอกว่า การฆ่าในธรรมวินัยนี้ ไม่ใช่ฆ่าเหมือนชาวโลก ที่ใช้ปืน ใช้มีด ใช้หอก ใช้ดาบ ฆ่าในความหมายของเราก็คือให้ตายจากความดี ฆ่าในอริยวินัยนี้ก็คือไม่พูด ไม่สอน ไม่เตือน ปล่อยให้เน่าอยู่กับความชั่วนั่นเอง เพราะฉะนั้น การที่ไม่มีใครคอยเตือน คอยสอน คอยห้าม นั่นถือว่าเราถูกฆ่าให้ตายจากความดี และจมอยู่กับความชั่วร้ายอย่างเน่าฟอนเฟะ เพราะฉะนั้นการฆ่าที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ การปล่อย ไม่สอน ไม่เตือน ปล่อยให้จมอยู่กับความชั่ว ให้เน่าเฟะอยู่กับความชั่ว คิดชั่ว นั่นแหละเป็นการถูกฆ่าที่ร้ายกาจที่สุด
ท่านทั้งหลาย…ถ้าเราไม่มีใครเตือน ไม่มีใครสอนเราเลย จงรู้สึกไว้เสียเถิดว่าเรากำลังจะถูกฆ่าอย่างน่ากลัวที่สุด
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/buddhist1/buddhist1pic/pic2/97.jpg" alt="การฝึกม้า" width="528" height="347" /></p>
<h4><span style="color: #444444;">การฝึกม้า การฝึกพระภิกษุ</span></h4>
<p>ครั้งหนึ่ง เกสีผู้ฝึกม้าได้เข้ามากราบทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า… พระองค์ฝึกสาวกอย่างไร? พระพุทธเจ้าก็เลยย้อนกลับเกสีผู้ฝึกม้าว่า แล้วท่านล่ะฝึกม้าอย่างไร?</p>
<p>เกสีบอกว่า เราฝึกด้วยวิธีละมุนละไม บางทีก็ฝึกด้วยวิธีลงแส้ ลงปฏัก แล้วแต่ม้าตัวนั้นมันจะอยู่ในสภาพอย่างไร ถ้าหากว่าไม่ไหว ก็พาไปฆ่าทิ้ง</p>
<p>พระองค์ก็บอกว่า เราก็เป็นเช่นนั้น เราก็ฝึกสาวกด้วยวิธีละมุนละไม และลงแส้บ้างคือขนาบบ้าง และถ้าเห็นว่าไม่ไหวเราก็ฆ่าทิ้งเช่นเดียวกัน เกสีบอกว่า เอ้า เป็นพระแล้วจะไปฆ่าได้ยังไง ไม่ผิดศีลหรือ?</p>
<p>พระองค์ก็ทรงบอกว่า การฆ่าในธรรมวินัยนี้ ไม่ใช่ฆ่าเหมือนชาวโลก ที่ใช้ปืน ใช้มีด ใช้หอก ใช้ดาบ ฆ่าในความหมายของเราก็คือให้ตายจากความดี ฆ่าในอริยวินัยนี้ก็คือไม่พูด ไม่สอน ไม่เตือน ปล่อยให้เน่าอยู่กับความชั่วนั่นเอง เพราะฉะนั้น การที่ไม่มีใครคอยเตือน คอยสอน คอยห้าม นั่นถือว่าเราถูกฆ่าให้ตายจากความดี และจมอยู่กับความชั่วร้ายอย่างเน่าฟอนเฟะ เพราะฉะนั้นการฆ่าที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ การปล่อย ไม่สอน ไม่เตือน ปล่อยให้จมอยู่กับความชั่ว ให้เน่าเฟะอยู่กับความชั่ว คิดชั่ว นั่นแหละเป็นการถูกฆ่าที่ร้ายกาจที่สุด</p>
<p>ท่านทั้งหลาย…ถ้าเราไม่มีใครเตือน ไม่มีใครสอนเราเลย จงรู้สึกไว้เสียเถิดว่าเรากำลังจะถูกฆ่าอย่างน่ากลัวที่สุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ทุกข์เพราะคนรักหนีจากไป</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Aug 2010 22:11:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คติธรรมจาก Forward mail]]></category>

		<category><![CDATA[คนรัก]]></category>

		<category><![CDATA[ทุกข์]]></category>

		<category><![CDATA[ทุกข์เพราะคนรักหนีจากไป]]></category>

		<category><![CDATA[หนี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=106</guid>
		<description><![CDATA[
สามี ภรรยาคู่หนึ่งรักใคร่กันดี แต่พอประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี   ก็เริ่มมีปากเสียงกันและมากขึ้นๆ จนภรรยาทนไม่ได้ขอกลับไปอยู่กับแม่   ต่อมาเมื่อสามีได้อ่านหนังสือ “ทุกข์เพราะคิดผิด” ก็ได้คิดสำนึกรู้ตัวว่าตัวเองก็ผิดมากเพราะใช้อารมณ์และบ่นมาก ไป  จึงไปเจรจาขอให้ภรรยากลับบ้าน แต่ภรรยาไม่ยินยอม คงพูดถึงเรื่องเก่าๆ   ด้วยความเจ็บใจ สามีก็เป็นทุกข์เพราะทั้งห่วงและหวงภรรยา   จึงมีจดหมายมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์
พระอาจารย์สอน ว่า
อาตมาได้รับจดหมายจากคุณโยมแล้ว  รู้สึกว่าเห็นใจคุณโยมเหมือนกัน  แต่ว่าคุณโยมก็ควรพิจารณาให้เข้าใจ  และยอมรับความจริงของชีวิต  คุณโยมคงจะรู้สึกเป็นทุกข์และคิดว่าตัวเอง เป็นคนที่โชคร้ายมากคนเดียวในโลก  แต่ความจริงแล้ว   สิ่งที่คุณโยมกำลังประสบอยู่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกชีวิต  ไม่มากก็น้อย  ไม่ปัจจุบันก็ในอนาคต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ความรู้สึกผิด หวัง  ไม่สมปรารถนา เสื่อมลาภ ทุกข์ เป็นโลกธรรมฝ่ายที่ให้โทษ   แต่ทุกคนก็ล้วนต้องประสบ ถ้าเราศึกษาพุทธประวัติ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://variety.teenee.com/saladharm/img2/91896.jpg" alt="" width="400" height="300" align="center" /></p>
<p><span style="font-size: small;">สามี ภรรยาคู่หนึ่งรักใคร่กันดี แต่พอประสบปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี   ก็เริ่มมีปากเสียงกันและมากขึ้นๆ จนภรรยาทนไม่ได้ขอกลับไปอยู่กับแม่   ต่อมาเมื่อสามีได้อ่านหนังสือ<span style="color: #ff6600;"> </span><span style="color: #ff6600;">“ทุกข์เพราะคิดผิด”</span> ก็ได้คิดสำนึกรู้ตัวว่าตัวเองก็ผิดมากเพราะใช้อารมณ์และบ่นมาก ไป  จึงไปเจรจาขอให้ภรรยากลับบ้าน แต่ภรรยาไม่ยินยอม คงพูดถึงเรื่องเก่าๆ   ด้วยความเจ็บใจ สามีก็เป็นทุกข์เพราะทั้งห่วงและหวงภรรยา   จึงมีจดหมายมาปรับทุกข์กับพระอาจารย์</span></p>
<p><span style="color: #008000;">พระอาจารย์สอน ว่า</span></p>
<p>อาตมาได้รับจดหมายจากคุณโยมแล้ว  รู้สึกว่าเห็นใจคุณโยมเหมือนกัน  แต่ว่าคุณโยมก็ควรพิจารณาให้เข้าใจ  และยอมรับความจริงของชีวิต  คุณโยมคงจะรู้สึกเป็นทุกข์และคิดว่าตัวเอง เป็นคนที่โชคร้ายมากคนเดียวในโลก  แต่ความจริงแล้ว   สิ่งที่คุณโยมกำลังประสบอยู่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกชีวิต  ไม่มากก็น้อย  ไม่ปัจจุบันก็ในอนาคต ไม่<span id="more-106"></span>วันใดก็วันหนึ่ง</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ความรู้สึกผิด หวัง  ไม่สมปรารถนา เสื่อมลาภ ทุกข์ เป็นโลกธรรมฝ่ายที่ให้โทษ   แต่ทุกคนก็ล้วนต้องประสบ ถ้าเราศึกษาพุทธประวัติ   จะพบว่าแม้แต่พระพุทธองค์เองก็ประสบเหมือนกัน</span> เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จหนีออกจากวังไปบวชเพื่อแสวงหาความพ้น ทุกข์  เพื่อช่วยตนเองและผู้อื่นนั้น แม้ว่าเป็นเจตนาที่ดีก็ตาม   แต่เมื่อดูความรู้สึกของพระบิดา พระมเหสี พระโอรส และพระญาติของพระองค์   ก็คงมีความรู้สึกเหมือนคุณโยมในปัจจุบันนี้เช่นกัน<br />
นอกจากนั้น  ลูกศิษย์ของพระองค์เองคือ พระ เทวทัต ก็ได้พยายามฆ่าพระองค์อยู่หลายครั้ง   และมีช่วงหนึ่งพระราชาผู้ซึ่งเป็นโยมอุปฐากของพระพุทธองค์มีเหตุ  ให้ต้องยกกองทัพไป ฆ่าพระญาติของพระองค์ ทั้งหมด พระพุทธองค์ได้ทรงห้ามถึง 3  ครั้ง จนถึงครั้งที่ 4  พระองค์ทรงพิจารณาแล้วว่าเป็นกรรม  ไม่สามารถห้ามได้  เป็นเหตุให้ราชวงศ์ศากยะถูกฆ่าหมด  พระพุทธองค์หมดสิ้นพระญาติตั้งแต่ บัดนั้น  และครั้งหนึ่งพระองค์เสื่อมเอกลาภถึงขนาดที่ทั้งพระองค์และ หมู่ภิกษุต้อง  ฉันอาหารที่ใช้เลี้ยงม้า ตลอดทั้งพรรษา</p>
<p>ในบางพรรษา <span style="color: #0000ff;">ลูก  ศิษย์ของพระพุทธองค์มีเรื่องขัดแย้งถึงแตกสามัคคีกัน</span> พระองค์ทรงห้ามอย่างไรก็ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ใน  ป่าตามลำพัง อีกครั้งหนึ่งที่โลกธรรมฝ่ายที่เป็นโทษเกิดแก่พระพุทธเจ้า   คือเมื่อ พระองค์ถูกชาวเมืองนินทาว่า ร้าย  เพราะถูกนักบวชนอกศาสนาใส่ความว่า  พระองค์ทำให้อุบาสิกาตั้งท้อง</p>
<p>ให้ คุณโยมน้อมพิจารณาดู แม้แต่พระพุทธองค์ผู้ซึ่งได้รับการยกย่อง  ว่าเป็นมหาบุรุษของโลก ชีวิตของพระองค์ก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน   พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสสอนว่า <span style="color: #ff6600;">“ชีวิตเป็นทุกข์”<br />
</span><br />
<span style="color: #ff6600;">“ทุกข์  สัจจะ”</span> ได้แก่</p>
<p>1. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย   เป็นทุกข์<br />
2. ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์<br />
3.   ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์<br />
4. ความผิดหวัง  ไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ก็เป็นทุกข์</p>
<p>สิ่งเหล่านี้  ล้วนเป็นความจริงของชีวิต<br />
เราจึงควรยอมรับความจริงเหล่านี้<br />
ไม่  มีชาวโลกคนใดจะหนีพ้นได้</p>
<p>ปัญหาคุณโยมกับภรรยานั้น   ถ้าพูดถึงความถูกผิดแล้ว<br />
<span style="color: #3366ff;">ต่างก็ผิดเหมือน กัน ถูกผิดเท่ากัน</span><br />
ดังนี้ ต่างคนควรหาข้อเสียของตัวเอง</p>
<p><span style="color: #3366ff;">สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว   ก็เป็นความพอดีกับการกระทำที่แต่ละคนได้ทำมา</span><br />
ถ้าผิดฝ่ายเดียว  ปัญหาคงไม่เกิด<br />
เหมือนกับตบมือข้างเดียว  เสียงย่อมไม่ดัง</p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">ดังนั้น  สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ</span></span></p>
<p>ประการ ที่หนึ่ง  ทำความรู้สึกปล่อยวาง เพื่อให้ใจสงบ</p>
<p>ประการที่สอง เจริญเมตตา   พยายามส่งกระแสใจที่เป็นความปรารถนาดี เป็นความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่ภรรยา   อาจใช้วิธีนึกเห็นมโนภาพ เห็นหน้าเห็นตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใจของเขา   ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนกับใคร ขอให้เขามีความสุข ให้พยายามเจริญเมตตา คิดดี   พูดดี ทำดี ทั้งแก่ตัวเราเองและแก่ภรรยา ผลก็คือ  ตัวเราก็จะเกิดความสุขด้วย</p>
<p>ประการที่สาม   ถ้าพูดในระยะยาวถึงเรื่องภพชาติแล้ว คุณโยมและภรรยาคงเคยผูกพันกันมา  ตั้งแต่อดีตชาติ จึงเป็นเหตุให้ชาตินี้ได้เป็นสามีภรรยากัน   และต่อไปในชาติหน้าก็อาจจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีก</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ถ้าคุณโยม ไม่ แก้ปัญหาให้เกิดความเข้าใจกัน</span><br />
ไม่ได้ให้อภัยและ  อโหสิกรรมให้แก่กันในชาตินี้<br />
ชาตินี้เป็นอยู่อย่างไร   ชาติหน้าก็จะเป็นเหมือนกับที่เป็นอยู่ในชาตินี้เช่นกัน</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ใครได้ เปรียบ ในชาตินี้ ชาติหน้าก็จะเสียเปรียบ<br />
</span>ใครเสียเปรียบในชาติ  นี้ ชาติหน้าก็จะได้เปรียบ<br />
เรื่องกรรมก็เป็นเช่นนี้<br />
ใครฆ่าเราใน  ชาตินี้ ชาติหน้าเราก็ฆ่าเขา</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ถ้าชาตินี้เขา ทอดทิ้งเรา  ชาติหน้าเราก็ทอดทิ้งเขา</span><br />
ถ้าชาตินี้ใครนอกใจ เรา  ชาติหน้าเขาก็จะถูกนอกใจเช่นกัน<br />
เรื่องที่คุณโยมประสบอยู่ใน ขณะนี้<br />
ชาติก่อนคุณโยมอาจเป็นฝ่ายทำเขาก่อนก็เป็นได้</p>
<p>ดังนั้น  ถ้าเรามองจากทั้ง 2 ฝ่ายในระยะยาวแล้ว<br />
<span style="color: #3366ff;">ต่างคนจึงต่างเป็นผู้ผิด</span><br />
เหมือนไก่กับไข่ซึ่งไม่มีเงื่อนงำว่าอะไรเกิดก่อนกัน<br />
ใน  เรื่องนี้ก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครผิดก่อนกัน</p>
<p>เมื่อเราเข้าใจเช่น นี้แล้ว พิจารณาดูจะเห็นว่า<br />
สิ่งที่เป็นอยู่ใน  ขณะนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว<br />
เพราะถ้ายังอยู่ในสภาพนี้ ชาติต่อๆ ไป   ก็จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป<br />
ทำให้ต้องทุกข์ต่อไปหลายภพหลายชาติ</p>
<p>ผู้  ที่ไม่ประมาทจึงควรแก้ปัญหาในชาตินี้<br />
ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้  คือคิดแก้ปัญหาที่ตัวเราก่อน แก้ที่ใจเรา</p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #ff6600;">สิ่งที่ ควรปฏิบัติ คือ</span></span></p>
<p>(1) ยอมรับความจริงดังกล่าว<br />
(2)  ปล่อยวางอดีต  ให้เหมือนกับไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น<br />
(3) ให้อภัย เจริญเมตตา  ไม่ถือโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาทเขา<br />
(4)  ทำใจเราให้สงบ</p>
<p>เมื่อทำได้ เช่นนี้จริงๆ  เราจะอยู่ด้วยกันในชาตินี้ก็ดี ชาติหน้าก็ดี<br />
ก็อยู่ด้วยกันอย่างปกติสุข ได้</p>
<p><span style="color: #3366ff;">การ คืนดีกันในชาตินี้ จะได้หรือไม่  ไม่ควรถือว่าสำคัญ</span><br />
ขอให้เรามีจิตใจที่จะคืนดีแก่เขาอยู่ในตัวเราก่อน<br />
ปฏิบัติตนเป็นคน ดี  คิดดี พูดดี ทำดี<br />
จนเขารู้จัก เข้าใจ และเห็นใจเรา<br />
และควรจะ  ปฏิบัติให้มีการอโหสิกรรมแก่เขา<br />
ซึ่งก็เหมือนช่วยตัวเองด้วย   อย่างน้อยเราก็จะมีชีวิตที่เป็นสุขได้</p>
<p>ในเรื่องภรรยาและลูกก็ไม่ต้อง ห่วงอะไรมากนัก<br />
ขณะนี้เราอาจจะมี ความรู้สึกว่าเขาหนีจากเราไป<br />
ถ้าลองเปลี่ยนความคิดดู <span style="color: #3366ff;">“พลิกนิดเดียว”</span><br />
ลอง คิดว่า  เราจะหนีจากเขาบ้าง<br />
ลองมาบวชดูชั่วคราว<br />
หรือจะบวชตลอดไปก็ได้  ถ้ามีความสุข<br />
เพราะความ สุขความสบายจากการอยู่คนเดียวก็มีเหมือนกัน</p>
<p>อย่างที่พระ พุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า<br />
<span style="color: #3366ff;">“การไม่มีภรรยา  เป็นลาภอันประเสริฐ”<br />
</span>ถึงจะอยู่คนเดียว ก็พยายามอยู่ให้มีความสุข<br />
<span style="color: #3366ff;">เขา จะกลับมาก็ได้  ไม่กลับมาก็ได้</span></p>
<p>สุดท้ายนี้  ขอให้คุณโยมพิจารณาให้ดีๆ<br />
ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพุทธธรรม สมเหตุ  สมผล<br />
และขอให้บรรเทาทุกข์ พ้นทุกข์โดยเร็วๆ นี้<br />
ขอให้มีความสุขยิ่งๆ  ขึ้นไป&#8230;.. เจริญพร</p>
<p>โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ  คเวสโก</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>คัดลอกบางตอนมาจาก ::<br />
หนังสือพลิกนิดเดียว   ตอนพระอาจารย์ตอบจดหมายโยม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>มรรค8</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%848/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%848/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 15:09:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมากัมมัน ตะ]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมาทิฐิ]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมาวาจา]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมาวายามะ]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมาสติ]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมาสมาธิ]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมาอาชีวะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=102</guid>
		<description><![CDATA[อนัตตาเป็นแค่คุณสมบัติของ สิ่งของต่างๆ (รวมทั้งคนสัตว์ด้วย)
คนที่มีความเห็นว่า นิพพาน เป็นอนัตตา  ก็ถูกของเขาเพราะ เขายังยึดขันธ์  ห้าโดยความเป็นอนัตตา
คนที่มีความเห็นว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็ถูกของเขาเพราะ เขายังยึดขันธ์ห้าโดยความเป็น อัตตา

ต่อเมื่อ ไม่ยึดขันธ์ทั้งห้าแล้ว  ก็จะไม่มีความเห็นว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา  เพราะความเป็นตัวตนและขันธ์ห้าทั้งหมดได้ถูกละแล้ว เป็นที่ ดินน้ำไฟลม   ไม่หยั่งลงได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่ปรากฏการเสื่อม ดวงดาวต่างๆ  ก็ไม่ส่องแสง  แต่ความมืดก็ไม่ได้ปรากฏอยู่  ไม่สามารถไปถึงได้ด้วยการไป   แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดย รอบ
อัตตา/อน้ตตา เป็น “ความเห็น” ในนิพพานไม่มีความเห็น
ถ้า จะพูดว่า “ไม่ใช่” อนัตตา/อัตตา ก็จะไม่ค่อยถูกบทพยัญชนะเท่าไหร่  ต้องบอกว่า นิพพาน ไม่มี  “ความเห็น”ว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา  คือ  ความเห็นที่ว่าอัตตาหรืออนัตตา  “ไม่หยั่งลงได้” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อนัตตาเป็นแค่คุณสมบัติของ สิ่งของต่างๆ (รวมทั้งคนสัตว์ด้วย)</p>
<p>คนที่มีความเห็นว่า นิพพาน เป็นอนัตตา  ก็ถูกของเขาเพราะ เขายังยึดขันธ์  ห้าโดยความเป็นอนัตตา</p>
<p>คนที่มีความเห็นว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็ถูกของเขาเพราะ เขายังยึดขันธ์ห้าโดยความเป็น อัตตา</p>
<div id="text_expose_id_4c45a51f7ebc13dd3e72c">
<p>ต่อเมื่อ ไม่ยึดขันธ์ทั้งห้าแล้ว  ก็จะไม่มีความเห็นว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา  เพราะความเป็นตัวตนและขันธ์ห้าทั้งหมดได้ถูกละแล้ว เป็นที่ ดินน้ำไฟลม   ไม่หยั่งลงได้ เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ไม่ปรากฏการเสื่อม ดวงดาวต่างๆ  ก็ไม่ส่องแสง  แต่ความมืดก็ไม่ได้ปรากฏอยู่  ไม่สามารถไปถึงได้ด้วยการไป   แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดย รอบ<span id="more-102"></span></p>
<p>อัตตา/อน้ตตา เป็น “ความเห็น” ในนิพพานไม่มีความเห็น</p>
<p>ถ้า จะพูดว่า “ไม่ใช่” อนัตตา/อัตตา ก็จะไม่ค่อยถูกบทพยัญชนะเท่าไหร่  ต้องบอกว่า นิพพาน ไม่มี  “ความเห็น”ว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา  คือ  ความเห็นที่ว่าอัตตาหรืออนัตตา  “ไม่หยั่งลงได้”  “ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ในนั้น”&lt;== (พุทธวัจน–คำว่า”ไม่หยั่งลงได้)</p>
</div>
<h2>แล้วนิพพานเป็น “สภาวะ” อะไรกันแน่?</h2>
<div id="text_expose_id_4c45a51f84948686be68b">นิพพานคือความดับไม่  เหลือแห่งทุกข์; แต่  “สภาวะ” ยังเป็นความทุกข์อยู่ เพราะ  ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้,  ทำไมยังมีการเปลี่ยนแปลงได้?   เพราะอะไรที่รับรู้ได้ทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ (sensory) เปลี่ยนแปลงได้หมด   ทำไมเปลี่ยนแปลงได้หมด? เพราะตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่เที่ยง,เรา ใช้อะไรรู้ความเป็นอัตตา/อนัตตา?  ไม่ใช่ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ  พวกนี้เหรอ แสดงว่าอัตตา/อนัตตา ก็ไม่เที่ยง;  อะไร ที่ไม่เที่ยง อันนั้นไม่ใช่นิพพาน</p>
<h2>การที่เราจะรับรู้อะไร ที่เที่ยงด้วยของที่ไม่เที่ยง มี  ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ของเราเป็นต้น เนี่ยเป็นไปไม่ได้เลย</h2>
<p>พระพุทธเจ้า จึงบอกว่า  “ไม่สามารถไปถึงได้ด้วยการมา การไป”  แต่หนทางมีอยู่ นั่นคือทางแปด (มรรคแปด) “แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ”</p>
<p>สิ่งที่รับรู้ไม่ได้ด้วย ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เนี่ยยากที่จะเข้าใจ  และยากที่จะอธิบาย  เป็นส่ิงที่เป็นอณูเห็นได้ยาก  รู้ตามได้ยาก  เป็นวิสัยของบัณฑิต ยากที่จะหยั่งลงได้ด้วยความตรึก</p>
<p>ส่ิงใกล้ตัวเรากว่าและ  สามารสนใจตอนนี้เลยคือเรื่องมรรค  8.</p>
<p>อย่าไปสนใจเลยว่านิพพานเป็นยังไง ว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตา แต่ท่ี่แน่ๆ  จุดที่เราอยู่เนี่ยคิดว่ามีอะไรไม่ดีบ้าง? มรรค8 พาเราไปถึงที่   ที่ไม่มิส่ิงนั้นได้.</p>
<p>ป่วยเหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ๆไม่มีความป่วย ได้</p>
<p>ร้อนเหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ๆไม่ร้อนได้</p>
<p>ฝนตกไม่ชอบ? มรรค8 พาเราไปยังที่ไม่มีฝนตกได้</p>
<p>จนเหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ไม่มีความจนได้</p>
<p>แก่ เหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ไม่มีความแก่ได้</p>
<p>เบื่อเหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ไม่มีความเบื่อ ได้</p>
<p>รำคาญเหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ไม่มีความรำคาญได้</p>
<p>เถียงกันเหรอ? มรรค8 พาเราไปยังที่ไม่มีการเถียงกันได้</p>
<p>ดีไหมล่ะ มรรค8</p>
</div>
<p>จาก</p>
<p>    * Homepage<br />
    * FM106<br />
    * Sunday Dhamma Talk (English)</p>
<p>จาก <a rel=nofollow href=" http://puredhamma.com/2010/07/20/magga/">Pure Dhamma ธรรมะล้วน ๆ</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%848/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>นิทานเซ็นพระภิกษุใจสิงห์</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 10:41:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คติธรรมจาก Forward mail]]></category>

		<category><![CDATA[นิทาน]]></category>

		<category><![CDATA[นิทานเซ็น]]></category>

		<category><![CDATA[นิทานเซ็นพระภิกษุใจสิงห์]]></category>

		<category><![CDATA[พระภิกษุใจสิงห์]]></category>

		<category><![CDATA[พระใจสิงห์]]></category>

		<category><![CDATA[ภิกษุใจสิงห์]]></category>

		<category><![CDATA[เซ็น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[
หากท่านมีความทุกข์ใจ หรือท้อแท้หมดกำลังใจ ลองอ่านเรื่องนี้ดู เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เสมือนเป็นนิทานเรื่องแต่งขึ้นมา
เรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 250 ปีที่แล้ว พระธุดงค์อายุ 40 กว่าๆกำลังเดินธุดงค์ในเขตภูเขา ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเห็นท่านมาก็ดีใจ รีบนิมนต์ท่านสวดศพชาวบ้านที่ตกเหวตาย ท่านสวดเสร็จแล้วชาวบ้านพาท่านไปดูที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าทางจากหมู่บ้านที่คนตายไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่งเลาะภูเขา ผ่านเหวลึก ถ้าฝนตกทางลื่นอันตราย มีคนตายบ่อย
พระท่านสงสาร คิดอยากช่วยชาวบ้าน ท่านจึงตัดสินใจหยุดการธุดงค์อยู่ ตรงนั้น และตั้งปณิธานว่าจะขุดอุโมงค์ให้ชาวบ้าน ให้เขาพ้นภัยธรรมชาติเสียที คาดว่าระยะทางที่ต้องขุดเพื่อทะลุภูเขาก็ น่าจะประมาณ 400 เมตร ท่านบอกชาวบ้านว่าอาตมาจะอยู่ที่นี่และจะขุด อุโมงค์ให้ลูกหลานจะได้ปลอดภัยต่อไป ชาวบ้านสงสัยว่าท่านองค์นี้เป็นบ้า ไปแล้วหรือ วิปลาสหรือเปล่า ภูเขาหินไม่ใช่ภูเขาดินนะท่าน พระองค์เดียวจะขุดภูเขาหินยาวตั้ง 400 เมตรได้อย่างไร นอกจากชาวบ้านไม่ขอบคุณ ไม่ให้กำลังใจเลย แล้วยังไม่สนับสนุน บางคนยังหัวเราะเยาะด้วยซ้ำไป
พระท่านไม่หวั่นไหวเพราะท่านตั้งใจมั่นอยู่แล้ว เริ่มงานแรกๆ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะสนใจ นึกกันว่าไม่นานท่านจะท้อใจแล้วแอบหนีไป แต่ท่านไม่ไปไหน เสียงค้อนตีเหล็กสะกัดของท่าน ก๊อก&#8230;ก๊อก&#8230;ก๊อก&#8230; ออกจากปากอุโมงค์ทุกๆวัน ไม่มีเว้นแม้แต่วันเดียว หนึ่งปี สองปี สามปี ผ่านไป สามปีท่านได้แค่ 40 เมตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><center><img src="http://www.bloggang.com/data/aeroter/picture/1227673675.jpg" alt="ภูเขาไฟฟูจิ นะครับ.com" /></center><br />
หากท่านมีความทุกข์ใจ หรือท้อแท้หมดกำลังใจ ลองอ่านเรื่องนี้ดู เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เสมือนเป็นนิทานเรื่องแต่งขึ้นมา</p>
<p>เรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 250 ปีที่แล้ว พระธุดงค์อายุ 40 กว่าๆกำลังเดินธุดงค์ในเขตภูเขา ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเห็นท่านมาก็ดีใจ รีบนิมนต์ท่านสวดศพชาวบ้านที่ตกเหวตาย ท่านสวดเสร็จแล้วชาวบ้านพาท่านไปดูที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าทางจากหมู่บ้านที่คนตายไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่งเลาะภูเขา ผ่านเหวลึก ถ้าฝนตกทางลื่นอันตราย มีคนตายบ่อย</p>
<p>พระท่านสงสาร คิดอยากช่วยชาวบ้าน ท่านจึงตัดสินใจหยุดการธุดงค์อยู่ ตรงนั้น และตั้งปณิธานว่าจะขุดอุโมงค์ให้ชาวบ้าน ให้เขาพ้นภัยธรรมชาติเสียที คาดว่าระยะทางที่ต้องขุดเพื่อทะลุภูเขาก็ น่าจะประมาณ 400 เมตร<span id="more-92"></span> ท่านบอกชาวบ้านว่าอาตมาจะอยู่ที่นี่และจะขุด อุโมงค์ให้ลูกหลานจะได้ปลอดภัยต่อไป ชาวบ้านสงสัยว่าท่านองค์นี้เป็นบ้า ไปแล้วหรือ วิปลาสหรือเปล่า ภูเขาหินไม่ใช่ภูเขาดินนะท่าน พระองค์เดียวจะขุดภูเขาหินยาวตั้ง 400 เมตรได้อย่างไร นอกจากชาวบ้านไม่ขอบคุณ ไม่ให้กำลังใจเลย แล้วยังไม่สนับสนุน บางคนยังหัวเราะเยาะด้วยซ้ำไป</p>
<p>พระท่านไม่หวั่นไหวเพราะท่านตั้งใจมั่นอยู่แล้ว เริ่มงานแรกๆ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะสนใจ นึกกันว่าไม่นานท่านจะท้อใจแล้วแอบหนีไป แต่ท่านไม่ไปไหน เสียงค้อนตีเหล็กสะกัดของท่าน ก๊อก&#8230;ก๊อก&#8230;ก๊อก&#8230; ออกจากปากอุโมงค์ทุกๆวัน ไม่มีเว้นแม้แต่วันเดียว หนึ่งปี สองปี สามปี ผ่านไป สามปีท่านได้แค่ 40 เมตร 45 เมตร แต่ท่านไม่ท้อถอย ได้ประมาณ 15 เมตร ต่อปี คิดเป็นวันประมาณ 4-5 เซ็นติเมตรต่อวัน ทำทุกวันๆอย่างสม่ำเสมอ เอาการขุดหินเป็นข้อวัตรปฏิบัติของท่าน อยู่ในถ้ำทำงานตั้งแต่เช้าจนมืดทุก วัน</p>
<p>นานๆเข้าชาวบ้านบางคนเห็นพระเอาจริงเอาจังชักละอายท่าน ก็มาช่วยบ้าง ชุดแรกหลายคนหน่อย พอเห็นงานมันหนักขนาดไหนก็ทยอยกันกลับ บ้าน ไม่ไหว ยังไม่มีศรัทธาพอ ไม่นานท่านก็อยู่องค์เดียวเหมือนเดิม ขุดอุดโมงค์ต่อไป 5 ปี 6 ปี 7 ปี 8 ปี 9 ปี 10 ปี 15 ปี 18ปี ขุดอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ตอนนี้เป็นหลวงพ่อเสียแล้ว ขาก็ไม่ค่อยดี ตาก็ไม่ค่อยดีแล้ว ทำงานรู้ตัวว่าเหนื่อยกว่าแต่ก่อน เหนื่อยก็เหนื่อยช่างมัน ดีไปอย่าง กิตติศัพท์ของหลวงพ่อดังไปถึงเมือง หลวง รัฐจึงส่งช่างมาช่วย ตอนนั้นการขุดอุโมงค์เสร็จแล้ว 80 กว่าเปอร์เซนต์</p>
<p>ในช่วงที่มีหวังจะสำเร็จนั้น วันหนึ่ง ซามูไรหนุ่มคนหนึ่งเดินทางไปถึงอุโมงค์ เขากำลังตามหาพระองค์หนึ่ง ได้ข่าวว่ามีพระหลวงตาอยู่ที่นี่ ก็มาดูว่าใช่องค์ที่ต้องการพบ หรือไม่ ถึงปากถ้ำซามูไรขอให้คนงานนิมนต์พระออกมารับแขกหน่อย หลวงพ่อเดินออกมา พอเห็นหน้าซามูไรก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร มาเพื่ออะไร</p>
<p>คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ ก่อนที่ท่านจะบวชเป็นพระ หลวงพ่อองค์นี้เคยเป็นคนรับใช้ของแดมิโย ซึ่งเป็นตำแหน่งคล้ายกับขุนนาง ของไทย แล้วได้แอบเป็นชู้กับเมียน้อยของเจ้านาย เจ้านายจับได้จะฆ่าแต่ลูกน้องสู้ ก่อนที่เดมิโยจะชักดาบ เขาจับเชิงเทียนใหญ่ ตีหัวของเจ้านายตาย เห็นเดมิโยตายแล้วก็หนีไปกับผู้หญิง</p>
<p>เมื่อหนีไปแล้วใจก็หวั่นไหว หวาดกลัวตลอด เดือดร้อน รู้สึกว่าตัวเองทำบาปหนักสาหัส ฆ่าผู้มีพระคุณเพียงเพราะกามฤทธิ์ของ ตัณหา ความสำนึกผิดค่อยๆบ่อนทำลายความรักผู้หญิง เริ่มทะเลาะกันบ่อยๆ ไม่มีความสุขอย่างที่เคยคาดหวัง พอเงินหมด เขาก็กลายเป็นอันธพาล เป็นนักจี้ปล้น ทำบาปกรรมเพิ่มขึ้นทับทวี</p>
<p>สุดท้ายก็รู้สึกบาป ขอแยกทางกับผู้หญิง เข้าวัดเพื่อละลายบาปกรรม เกลือ(บาป)มันมากแล้ว ต้องพยายามละลายด้วยน้ำ(บุญ) ที่จริงตอนหลวงพ่อเข้าวัดยังไม่คิดจะบวช คิดเพียงแค่ว่าต้องสารภาพบาปกับพระ ทำบุญแล้วฆ่าตัวตาย แต่เจ้าอาวาสบอกไม่ต้องฆ่าตัวตายหรอก ให้บวชดีกว่า ตายจากโลก และทำคุณงามความดีชำระของเก่า</p>
<p>ท่านก็ยอม เมื่ออยู่กับครูบาอาจารย์ได้สักระยะหนึ่งก็ออก ธุดงค์ สุดท้ายก็ถึงหมู่บ้านนี้แหละ เป็นสถานที่ที่พระตัดสินใจอุทิศต นเพื่อชำระบาปโดยการสร้างความดีให้กับชาวบ้าน ไม่หวังสิ่งตอบแทน กี่วันกี่ปีก็ไม่ว่า จะสู้อยู่จนกว่าประสบความสำเร็จหรือหมดลม หลวงพ่อเดินออกจากถ้ำเห็นซามูไร</p>
<p>“โยมคงเป็นลูกชายของท่านเดมิโยใช่ไหม”</p>
<p>“ใช่” ซามูไรตอบ เสียงเย็นชา พลางมองหลวงพ่อด้วยสายตาเกลียดชัง<br />
เวลาแก้ แค้นของเขาถึงแล้ว ไล่ผู้ฆ่าคุณพ่อจนมุมได้แล้ว ซามูไรหนุ่มชักดาบเตรียมสังหาร คนชั่ว ส่วนหลวงพ่อไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ ไม่เป็นไร ก็สาสมอยู่ งานของหลวงพ่อแทบจะเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้รัฐบาลมาช่วยงานแล้ว อีกไม่นานอุโมงค์จะเสร็จแล้ว อาตมาไม่มีกังวล เชิญทำสิ่งที่คุณเห็นว่าสมควร หลวงพ่อคอยวาระนี้มานานแล้ว</p>
<p>ชาวบ้านที่ยืนดูกันอยู่อ้าปากค้าง เห็นท่าไม่ดี วิ่งไปจับขาซามูไร ขอร้องให้ซามูไรอดทนหน่อย อย่างน้อยขอให้คอยจนกว่าอุโมงค์จะเสร็จ หลวงพ่อไม่หนีไปไหนหรอกครับ ให้ท่านทำงานของท่านให้เสร็จก่อนได้ไหม ซามูไรหนุ่มคิดหนักแล้วพยักหน้า แต่นิสัยของซามูไรคือใจร้อย คอยอยู่ 2 วัน 3 วัน 4 วัน ก็ไม่เห็นงานมีวี่แววจะเสร็จ</p>
<p>คืนหนึ่งซามูไรนอนไม่หลับ ถือดาบเดินเข้าไปในอุโมงค์ ตั้งใจจัดการให้เรื่องมันจบสักที เข้าไปแล้วได้ยินเสียงก๊อกๆ ปรากฏว่าดึกมากแล้วท่านก็ยังทำงานอยู่ ทำงานพลางสวดมนต์พลาง ซามูไรได้ยินเสียง ขนลุก ทำไม่ลงกลัวบาป เดินออกจากถ้ำด้วยจิตใจสับสน ทำไมคนเลวที่ฆ่าคุณพ่อจึงกลายเป็นคนบริสุทธิ์อย่างนี้</p>
<p>วันรุ่งขึ้น คณะขุดอุโมงค์มีอาสาสมัครเพิ่มหนึ่งคน&#8230;.. ซามูไรหนุ่มมาช่วยงาน ทำงานช่วยหลวงพ่อ อยู่ใกล้ชิด คอยสังเกตนิสัยของท่าน น่าเลื่อมใสจริงไหม หรือท่านเสแสร้ง เวลาผ่านไปอีกเดือนเศษ อุโมงค์ทะลุภูเขาแล้ว ไชโย ! หลวงพ่อวางเครื่องมือช้าๆ สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลแล้วหันไปทางซามูไรหนุ่ม เปล่งวาจาว่า&#8230;.. ได้เวลาเสียที เชิญทำหน้าที่ได้ หลวงพ่อพร้อมแล้ว ! ท่านกล่าวพร้อมกับก้มศีรษะลงต่ำ</p>
<p>แต่ซามูไรหนุ่มไม่ทำอะไร ยืนอยู่ตรงนั้นน้ำตาไหลพราก แล้วหมอบตัวลงกราบหลวงพ่อ ขอฝากตัวเป็นศิษย์</p>
<p>ที่มา : จากนิทานเซ็น เล่าเรื่องโดย พระอาจารย์ชยสาโร<br />
คัดซ้ำเป็นธรรมทานโดย อิกคิว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไม้เน่า</title>
		<link>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jun 2010 10:52:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คติธรรมจาก Forward mail]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/?p=88</guid>
		<description><![CDATA[









ฉันได้ฟังปริศนาธรรมเรื่องนี้จากคุณแม่
ซึ่งพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ 
จากวัดป่าชิคาโก ท่านกรุณาเทศน์ให้ฟัง 
พระอาจารย์เริ่มเรื่องด้วยคำถามว่า&#8230; 











&#8220;ถ้ามีหมาเน่า  ลอยน้ำมาติดที่หน้าบ้านของเรา เราจะทำยังไง&#8221; 

ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า&#8230; 
&#8220;ให้เอาไม้เขี่ยมันออกไป&#8221; 

พระอาจารย์ก็ถามต่อว่า&#8230; 
&#8220;เขี่ยเสร็จแล้ว หมาเน่าลอยไปแล้ว ไม้นั้นเราทำยังไง&#8221; 
 

ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันอีกว่า&#8230; 
&#8220;ก็ต้องโยนทิ้งไป&#8221;

 

คราวนี้พระอาจารย์ก็บอกว่า&#8230;

&#8220;นั่นแหละ มีคนบางพวก ไม่ยอมทิ้งไม้เขี่ยหมาเน่านั้นไปเฉยๆ  ไม่รู้เสียดายอะไร ทั้งๆที่รู้ว่าเหม็น แต่ก็หยิบกลับขึ้นมาดมอยู่เรื่อย  ไม้เขี่ยหมาเน่าๆเหม็นๆน่ะ&#8221; 

 

พระอาจารย์เล่าเรื่องจบเพียงแค่นี้  ทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรมให้เอามาคิดต่อ 


เห็นด้วยกับฉันมั้ย คนที่รู้ทั้งรู้ว่าไม้ เหม็น แต่ก็ยังเก็บมาดมอยู่ได้เนี่ย&#8230; 

 

&#8220;ไม่โง่ก็โรคจิตนะ&#8221;

- : - : - : - : - : - : - : - : - : - [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: Verdana; font-size: x-small;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9710985&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9710985-md.jpg" border="0" alt="The Station is an Illusion - It Constantly Outdistances Us" width="679" height="317" /></a></span></p>
<div>
<div>
<div>
<div>
<div>
<blockquote>
<div>
<div>
<blockquote>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ฉันได้ฟังปริศนาธรรมเรื่องนี้จากคุณแม่</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ซึ่งพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ </span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">จากวัดป่าชิคาโก ท่านกรุณาเทศน์ให้ฟัง </span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">พระอาจารย์เริ่มเรื่องด้วยคำถามว่า&#8230; <span id="more-88"></span></span></div>
</blockquote>
</div>
</div>
</blockquote>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<blockquote><p><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=5415487&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/5415487-md.jpg" border="0" alt="ENTRE RAICES" width="679" height="452" /></a></span></p></blockquote>
<div><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;ถ้ามีหมาเน่า  ลอยน้ำมาติดที่หน้าบ้านของเรา เราจะทำยังไง&#8221; </span></div>
<div><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9722997&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9722997-md.jpg" border="0" alt="Grass" width="679" height="451" /></a><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า&#8230; </span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;ให้เอาไม้เขี่ยมันออกไป&#8221; </span></div>
<div><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9718235&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9718235-md.jpg" border="0" alt="Hummer with flash" width="680" height="525" /></a><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">พระอาจารย์ก็ถามต่อว่า&#8230; </span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;เขี่ยเสร็จแล้ว หมาเน่าลอยไปแล้ว ไม้นั้นเราทำยังไง&#8221; </span></div>
<blockquote><p><span style="font-family: Verdana; font-size: x-small;"> </span></p>
<p><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9729531-lg.jpg" border="0" alt="lotus #12" width="640" height="737" /></span></p>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันอีกว่า&#8230; </span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;ก็ต้องโยนทิ้งไป&#8221;</span></div>
</blockquote>
<blockquote><p><span style="font-family: Verdana; font-size: x-small;"> </span></p>
<p><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9723215&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9723215-md.jpg" border="0" alt="tell me a story" width="679" height="513" /></a></span></p>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">คราวนี้พระอาจารย์ก็บอกว่า&#8230;</span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9720861-lg.jpg" border="0" alt="Peaceable Kingdom" width="534" height="800" /></span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;นั่นแหละ</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"> </span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">มีคนบางพวก ไม่ยอมทิ้งไม้เขี่ยหมาเน่านั้นไปเฉยๆ  ไม่รู้เสียดายอะไร ทั้งๆที่รู้ว่าเหม็น แต่ก็หยิบกลับขึ้นมาดมอยู่เรื่อย  ไม้เขี่ยหมาเน่าๆเหม็นๆน่ะ&#8221; </span></div>
</blockquote>
<blockquote><p><span style="font-family: Verdana; font-size: x-small;"> </span></p>
<p><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9735391&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9735391-md.jpg" border="0" alt="Autumn" width="680" height="453" /></a></span></p>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">พระอาจารย์เล่าเรื่องจบเพียงแค่นี้  ทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรมให้เอามาคิดต่อ </span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9718871-lg.jpg" border="0" alt="papilio far away" width="566" height="850" /></span></div>
<div><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">เห็นด้วยกับฉันมั้ย</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"> </span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">คนที่รู้ทั้งรู้ว่าไม้ เหม็น แต่ก็ยังเก็บมาดมอยู่ได้เนี่ย</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;">&#8230; </span></div>
</blockquote>
<blockquote><p><span style="font-family: Verdana; font-size: x-small;"> </span></p>
<p><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><a rel="nofollow" href="http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9722500&amp;size=lg" target="_blank"><img src="http://gallery.photo.net/photo/9722500-md.jpg" border="0" alt="&quot;Lily Reflections...&quot;" width="679" height="459" /></a></span></p>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;ไม่โง่ก็โรคจิตนะ&#8221;</span></div>
<div><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><strong><strong><span style="font-family: Arial; color: #4bacc6;">- : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : -  : - : - - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - -  : </span></strong></strong></div>
<div><span style="font-family: Arial; color: #4bacc6; font-size: small;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">เคยเป็นบ้างมั้ย  เวลามีใครมาทำให้เราโกรธ </span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">จนเรื่องต่างๆ เหตุต่างๆที่ทำให้เราโกรธมันดับไปหมดแล้ว  แต่เราก็ยังเก็บมาคิดมาแค้นอยู่นั่นแหละ ไม่รู้เสียดายอะไร&#8230;</span></div>
<div><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"><br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ทั้งๆที่รู้ว่าทำให้เป็นทุกข์</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"> </span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">แต่ก็เก็บความคิดแค้นมาเผา ใจอยู่เรื่อยๆ </span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">หรือไม่ต้องเรื่องความโกรธก็ได้</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"> </span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">เรื่องอะไรๆที่มันผ่านไปแล้ว  แต่หลายครั้ง เราก็ยังเก็บโน่นเก็บนี่มาคิด มากังวล  มาเสียใจ&#8230;อะไรก็แล้วแต่ </span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ฉันคนหนึ่งล่ะ ที่เคยเป็น แล้วฉันก็คิดว่า ทุกคนก็คงเคยเป็น </span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">คราวหลังถ้าเป็นอีก ลองบอกตัวเองสิว่า</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;">&#8230;<br />
</span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">&#8220;แน่ะ</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"> </span><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">หยิบไม้เขี่ยหมาเน่ามา ดมอีกแล้วนะเรา&#8221; </span></div>
<div><span style="font-family: AngsanaUPC; color: black; font-size: xx-large;">ดูซิว่า ยังจะอยากเก็บไม้เหม็นๆไว้ดมอีกมั้ย&#8230;</span><span style="font-family: Arial; color: black; font-size: xx-large;"> </span></div>
<div><strong><strong><span style="font-family: AngsanaUPC; color: #4bacc6; font-size: small;">- : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - :  - : - - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - : - - :</span></strong></strong></div>
</blockquote>
<p><span style="font-family: Verdana; font-size: x-small;"> </span></p>
<p><strong>สนธยา  จันทร์วิภาสวงศ์</strong><strong><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://xn--p3csfa0e.xn--42c5be9a1di.com/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>

